ผู้เขียน หัวข้อ: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ  (อ่าน 11787 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
การเปลี่ยนแบตเตอรี่
ควรขันน๊อตให้แน่นข้าง หนึ่งข้างใดก่อน แล้วจึงค่อยขันให้แน่นอีกข้างของขั้วที่เหลือ อย่าทำยึกยักจนไฟสปาค จะมีผลต่อระบบบางอย่างของเครื่องเสียงภายในรถยนต์ได้

แผ่น CD ที่ใช้ฟังเพลง
จากการบันทึกมาไม่ควรมีกระดาษ พลาสติกแปะที่แผ่น การหมุนของแผ่นจะไม่สมบูรณ์ 100%

ถ้าจะบันทึกชื่อหรือรายละเอียดควร ใช้ปากกาเขียนแผ่น CD ดีกว่า ที่จะใช้กระดาษแปะที่แผ่น

ในการบันทึก เพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์ลงบนแผ่นซีดี เพื่อที่จะนำมาฟังในรถ
ควรที่ จะบันทึกในสปีดส์ที่ต่ำๆ (4X-16X) จะทำให้ได้รายละเอียดของเสียงที่ดียิ่งขึ้น และแผ่นเพลงก็จะไม่สะดุดอีกด้วย

กราวด์ สัญณาณของOUT-PUT จากชุดเครื่องเสียง
ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ-ซีดี-ทีวีหรือดี วีดี ถ้าสตาร์ทรถโดยไม่ปิดวิทยุ-ซีดี-ทีวีหรือดีวีดีเสียก่อน อาจทำให้กราวด์สัญณาณของOUT-PUT(ขาดได้) ในชุดที่มีแอมป์ขณะปิดเปิดอาจมีเสียงปุ๊กปั๊กได้


การปรับจุดตัด สโลป ที่เสียงกลางมี 12 dB 18 dB 24 dB
ต้องเลือกตามความเหมาะสมที่แช ลแนล ซ้ายและขวาฟังจนพอใจถึงฟันธง ไม่ใช่ปรับจากทฤษฎีใช้จากการฟังเป็นหลักดีกว่า

การใช้ปุ่ม roundness หรือ ปุ่ม MX (Media Xpander)
อาจจะทำให้เสียงเบสหนักขึ้น และเสียงกลางแหลมผิดเพี้ยนไป การใช้ควรปรึกษาช่างที่ชำนาญว่าจะใช้ในโอกาสใด เช่น แบบ Hi-Power หรือแบบมี Power amp


การปรับเกนวอลลุ่ม ของวิทยุ
ถ้าจะให้สุดยอดต้องปรับระดับเกนอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็น แล้วจึงมาปรับแต่งวอลลู่มที่ปรีตามความต้องการ เสียงที่ได้ออกมาจะมีความอิ่มเอิบมากกว่า


เสียงจะดีเข้าขั้นอยู่ ที่องค์ประกอบต่างๆ
เช่นแผ่นซีดีที่จะเปิด ถัดมาเป็นระบบใดๆ, AMP, ลำโพง, แหล่งกำเหนิดคุณภาพขั้นไหน, เซ็ทจูนเข้ากันเพียงใด, นั่งฟังตำแหน่งไหน เป็นต้น

ระบบเสียงที่ดียิ่งยวด
ปัจจุบันใช้ เป็นระบบถอดรหัสที่เป็นทั้งอินพุท แบบดิจิตอล และอนาล็อค สามารถแยกเสียงชุดหน้าเป็นระบบ TRI-AMP และหลังเป็น BI-AMP และแยกความถี่ได้ชัดเจนทั้งกลางแหลมหน้า/หลัง และซับวูฟเฟอร์ ซึ่งเหนือชั้นกว่าปรีแอมป์ และคลอสส์โอเวอร์โดยทั่วไปฯ


แบตเตอร์ รี่แห้ง แอมป์แปร์สูงสามารถใส่แทนแบตเตอร์รี่เดิมที่มากับรถไ ด้
เชื่อ หรือไม่ว่าทำให้ระบบไฟของรถ และเครื่องเสียงรถดีขึ้นมากกว่าเก่า เช่น รอบเครื่องยนต์ดีขึ้น, ออกตัวดีขึ้น, อัตราเร่งแรงขึ้น และเครื่องเสียงมีพลังดีขึ้นมาก


เสียงเบสถ้าตีตู้ซับเป็นตู้สูตร ปิด
ขณะเปิด-ปิด ฝากระโปรงรถด้านท้ายเสียงเบสจะมีความแตกต่างกัน แก้ไขได้โดย NORMAL เป็น REWORD หรือ REWORD เป็น NORMAL ก็จะได้เสียงเบสที่สมจริงตามอะคูดติกของรถ


ระบบไฟเกี่ยวกับตัว ฟรอนท์
ควรจะต่อให้ครบโครงสร้างที่โรงงานออกแบบมา เช่นสายGROUND สายBACKUP สายACC ถ้าไปต่อไฟตรงรวมทั้งหมดอาจจะเกิดผลกระทบข้างเคียงได ้


แผ่น ซับเสียง (DAMPING)
มีส่วนสำคัญที่ทำให้รถเงียบ และชุดเครื่องเสียงมีความนิ่งขึ้น เพราะส่วนประกอบของแผ่นซับเสียงมีสารเคลือบพิเศษช่วย ลดการสะท้อนของเสียง


ระบบ ไฟถือว่าสำคัญ
มั่นตรวจดูแบตเตอรรี่ให้อยู่ในสภาพดีเสมอ เช่น ขั้ว + และ - ให้แน่น อย่าให้มีขี้เกลือ ถ้ามีให้ใช้น้ำร้อนราด และทาด้วยจารบี มั่นตรวจดูน้ำกลั่นอย่าให้ต่ำกว่าที่กำหนด ฯ



วิทยุ CD ที่แบบถอดหน้าปัดท์ได้
ถ้าใช้ไปนานๆ มีอาการติดๆดับๆ ควรถอดมาล้างคอนแทรค เพื่อล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ที่คอนแทรคอาจเป็น เขม่า หรือ ฟักส์ (คราบขี้เกลือ) เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม


ใน กรณีติดตั้ง TV MONITOR ในรถยนต์
เวลาทำความสะอาดควรระวังหน้าจอ ห้ามใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ หรือ แว๊กซี่ เพราะอาจทำให้จอหม่นหมอง เป็นคราบ และเป็นรอยได้ ควรใช้ผ้าละเอียดๆ เช็ด เช่นผ้าเช็ดแว่นตาดีกว่าเป็นต้น

ยางรถยนต์
 เราจะเห็นกันบ่อยตาม หน้าหนังสือพิมพ์ ในกรณีล้อยางรถระเบิดจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่งคือ ยางที่เติมลมแบบอ๊อกซิเจน ถ้าวิ่งเร็ว อากาศร้อน แดดจัด ล้อยางอาจขยายตัว (เพิ่มแรงดัน) แก้ไขได้โดยเติมลมแบบไนโตรเจนจะช่วยลดปัญหานี้ได้โดย สิ้นเชิงเพราะไนโตรเจนไม่ขยายตัว (หาเติมลมได้ตามศูนย์ล้อยางรถยนต์ ที่มีชื่อเสียง)


วิทยุ/ซีดี หรือ ทีวี รุ่นใหม่ๆ เช่น PIONEER, ALPINE, CLARION, และ JVC ฯ
ถ้าเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ หรือถอดขั้วแบตเตอรี่ ออกเมื่อใดค่าต่างๆ ที่ตั้งไว้จะถูกลบทันที (หรือภายในระยะเวลาที่รุ่นนั้นจะมีหน่วยความจำอยู่นา นเท่าใดอาจเป็นชั่วโมง หรือ เป็นวันๆ) ไม่ต้องแปลกใจที่เสียงและภาพเปลี่ยนไปเพียงแค่ตั้งค่ าใหม่ โดยการเซ็ตอัพใหม่ก็จะได้เสียง และภาพที่ดีเช่นเดิม

การเบิรน์อิน เครื่องเสียง
โดยปกติแล้วต้องมีการใช้งานอยู่ระหว่าง 100-200 ชั่วโมง เป็นขั้นต่ำเครื่องเสียงถึงจะมีการเข้าที่ให้ประสิทธ ิ์ภาพเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็น และช่วงที่ผ่านพ้นเบิรน์อินแล้วควรมีการเซ็ตอัพใหม่ เพื่อคุณภาพเสียงมีประสิทธิภาพสูงสุด

ติดตั้งเครื่องเสียงใหม่ๆ
อาจ จะมีกลิ่นของกาวหุ้มพรม หรือหนัง จากแผ่นไม้ MDF ชนิดการอบน้ำยาค่าเชื้อ มอด วิธีแก้ไขดับกลิ่นเบื้องต้น แนะนำให้เอาถ่านหุงข้าว (ถ่านไม้ดำ) ใส่ถาดวางไว้ที่เก็บสัมภาระด้านหลังรถ หรือในรถ ทิ้งไว้สัก 2-3 วันเพื่อดูดกลิ่น

การรักษาเครื่องเสียงภายในรถยนต์
1. การดูแล และการรักษาเครื่องเสียงภายในรถยนต์ ถ้าจอดรถในที่โล่งแจ้งที่มีแดดควรมีม่านบังแดดไว้ที่ ลำโพงด้วยไม่อย่างนั้นอาจทำให้ลำโพงเสื่อมได้ เช่น ขอบลำโพงเปื่อย, วอย์คอยน้ำยาละลาย และกรวยลำโพงซีดได้ และจะทำให้เสียงที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร (ฟิลม์ติดรถยนต์ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก)
2. สตารท์เครื่องยนต์รถทุกครั้งควรปิดวิทยุเทปเสียก่อน (ถ้าเปิดฟังอยู่) ไม่อย่างนั้นอาจทำให้วิทยุเทปเสียหายได้ เนื่องจากไฟกระชากขณะสตารท์รถ
3. แบตเตอรี่รถยนต์หมั่นดูน้ำกลั่นอย่าให้ขาด ระดับน้ำกลั่นลดกว่าที่กำหนด แบตเตอรี่ถ้าครบอายุการใช้งานควรเปลี่ยนใหม่ และการเปลี่ยนแบตเตอรี่
ใหม่ นั้นควรจะต้อง Slow ชารท์ไว้ก่อนอย่างน้อย 3-6 ชั่วโมงจึงนำมาใส่ในรถยนต์ แบตเตอรี่จะให้กำลังไฟอย่างมีคุณภาพเต็มร้อยเปอร์เซ็ น

การล้างหัว CD, LD, DVD
การล้างหัว CD, LD, DVD สามารถใช้สำลีพันกับไม้ หรือ COTTON BUD เช็ดหัวเลนซ์ไปทางเดียวโดยไม่ต้องชุบน้ำยาใดๆ ทั้งสิ้น การล้างวิธีนี้จะดีกว่า
การล้างดด้วยแผ่น CD แบบมีขนแปรงในแผ่น


ความ รู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ......ที่บางคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ..


ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC


ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #1 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:34:48 »
ว่าด้วยเรื่องการดูซับฯว่าเหมาะกับตู้ปิดหรือตู้เปิด
ค่าปัจจัยของลำโพงแต่ละ ตัว(หรือค่า T/S Parameter) คือสิ่งที่ต้องนำมาใช้เลือกชนิดของตู้ให้เหมาะสม โดยทั่วไปจะเน้นที่ตู้ปิดและตู้เปิด เพื่อให้สามารถใช้แบบตู้ซับฯให้เหมาะสมกับซับวูฟเฟอร์ตัวนั้นๆมากที่สุด
การ ใช้ค่าปัจจัยในการเลือกชนิดตู้ลำโพง
            ค่าปัจจัยของลำโพงแต่ละตัว คือสิ่งที่ต้องนำมาใช้เลือกชนิดของตู้ให้เหมาะสม โดยทั่วไปจะเน้นที่ตู้ปิดและตู้เปิด  ซึ่งในกรณีตู้ผ่านเฉพาะความถี่ท่อเดี่ยวจะใช้ลำโพงที่เหมาะกับตู้ปิด

-          ค่าปัจจัยที่เหมาะสมติดตั้งในตู้ปิด

o        ค่า Qts อยู่ในช่วงระหว่าง 0.3 – 0.6

o        ค่า Fs อยู่ในย่านต่ำ

o        ค่า Vas อยู่ในช่วงปานกลางถึงน้อย

o        เป็นลำโพงชนิดผลักอากาศปกติ

o        มีระยะช่วงชักวอยซ์คอยล์มาก

o        น้ำหนักแม่เหล็กน้อยถึงปานกลาง

-          ค่าปัจจัยที่เหมาะสมติดตั้งในตู้เปิด

o        ค่า Qts ในช่วงระหว่าง 0.2 – 0.45

o        ค่า Fs อยู่ในย่านปานกลางถึงต่ำ

o        ค่า Vas อยู่ในช่วงปานกลางถึงต่ำ

o        เป็นลำโพงที่มีระบบซึมซับการสั่น(Suspansion) ในช่วงปานกลางถึงหนักมาก

o        วอยซ์คอยล์ขนาดใหญ่และมีระยะช่วงชักน้อย

o        น้ำหนักแม่เหล็กอยู่ในช่วงปานกลางถึงหนักมาก
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC


ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #2 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:39:23 »
 
 

ตู้ปิด (Sealed Boxes)
จะเป็นตู่ลำโพงในแบบที่ปิดทึบทั้งหมด โดยทั่วไปจะมีขนาดตู้ที่เล็กเล็กกว่าตู้เปิด เป็นตู้ลำโพงที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถควบคุมการขับกำลังวัตต์ของลำโพงได้สูงกว่าตู้ลำโพงแบบอื่น หรือเรียกได้ว่าสามารถให้เสียงที่มีความดังระดับ SPL ได้ โดยต้องเลือกขนาดของตู้ลำโพงให้เหมาะสมกับการใช้งาน อย่างไรก็ตามเรื่องของกำลังวัตต์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะทำให้ลำโพงมีสมรรถนะได้ ดังนั้นจากมุมมองทางวิศวกรรม ลำโพงแบบตู้ปิดจึงได้ชื่อว่าเป็นการออกแบบที่ " SIMPLE IS disallowTER" (ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี) ลักษณะเด่นของตู้ปิดคือ เสียงเบสน้อย แต่ให้รายละเอียดสูง เสียงโดยรวมที่ได้จะมีความนุ่มลึก ตู้ลำโพงแบบแพงๆจะใช้สูตรการทำตู้ในแบบนี้





•ตู้ปิดเหมาะกับแนวเพลงแบบไหน                ในตู้ซับวูฟเฟอร์แบบปิดนั้น โดยทั่วไปมักจะใช้ฟังกับเพลงแนว ป๊อป, แจ๊ส, บัลลาด และคลาสสิค เนื่องจากเสียงเบสของตู้ประเภทนี้จะมีความสะอาด และกระชับ แต่ไม่ดุดัน



ตู้เปิด (Ported Boxes)

จะมีขนาดใหญ่กว่าตู้ปิดเกือบเท่าตัว เป็นตู้ลำโพงที่ให้ความสมดุลที่ดีระหว่าพารามิเตอร์ต่างๆได้ดี โดยมีท่อของตู้ลำโพงเป็นตัวกรอง (FILTER) ทางเสียงให้กับลำโพง อย่างไรก็ตามตู้เปิด หรือตู้แบบท่อนี้จะใช้พื้นที่ในการติดตั้งที่มากกว่าแบบตู้ปิด เนื่องจากส่วนของท่อนั้นถือได้ว่าเป็นทางให้สัญญาณเสียงออกอีกทางหนึ่ง ข้อดีของตู้ลำโพงแบบนี้ คือสามารถให้ความถี่เสียงเบสที่ต่ำกว่าตู้ลำโพงแบบอื่น อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความถี่ที่ดี แต่ก็ต้องอาศัยการออกแบบที่ดีเพื่อให้ตัวแปรที่มีผลต่อเสียง เช่น ตัวตู้ลำโพง, ลำโพง และท่อสอดผสานกันอย่างลงตัว ถึงแม้การออกแบบจะมีความซับซ้อน แต่ตู้ลำโพงแบบนี้ก็เป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะการนำไปใช้ออกแบบลำโพงอย่างเสียงต่ำในรถยนต์ ซึ่งตู้เปิดเป็นแบบตู้ที่นิยม จะเห็นกันบ่อยๆ และใช้กันมากถึง 80% ซึ่งคุณภาพเสียงที่ได้โดยรวมเมื่อเทียบกับตู้ปิดแล้วเสียงจะหยาบ แต่ดังกว่ามากพอสมควร





•ตู้เปิดเหมาะกับแนวเพลงแบบไหน   ในตู้ซับวูฟเฟอร์แบบเปิด โดยทั่วไปมักจะใช้ฟังกับเพลงแนว ป๊อป, ร็อค, แดนซ์ และเฮฟวี่ เนื่องด้วยเสียงเบสของตู้ประเภทนี้จะออกแนวดุดัน ทุ้มลึก และมีลูกเบสที่ใหญ่

ตู้แบนด์พาส (Bandpass Boxes) เ

เป็นตู้ที่ออกแบบพิเศษ คือการผสมผสานกันของตู้ลำโพงปิดที่มีท่อด้านหน้าลำโพง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกรองเสียง(ACOUSTICAL FILTER) กับตู้ลำโพงแบบปิดธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียก็คือจะต้องใช้พื้นที่มาก ดังนั้นจึงมีการประยุกต์ระบบ 4TH- ORDER BAND PASS ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการออกแบบมากกว่าตู้ลำโพงแบบปิด หรือแบบเบสรีเฟล็กซ์ เนื่องจากสามารถวางปริมาตรของตู้ทางด้านหน้า หรือด้านหลัง หรือเพิ่มลดขนาดของท่อได้ ทำให้สามารถระบุการตอบสนองความถี่รวมทั้งความไวของระบบได้อย่างอิสระกว่าตู้ลำโพงแบบปิด หรือแบบเบสรีเฟล็กซ์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องอาศัยการปรับแต่งเสียงที่ดี เพื่อช่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งตู้แบบนี้ออกแบบยากสุด (หาซื้อยากด้วย) แต่ให้เสียงเบสแบบ สุดใจจริงๆ ถ้าอยากให้เสียงดีๆ ดังๆ ก็ควรตีตู้แบนพาส






แบนด์พาส เหมาะกับแนวเพลงแบบไหน
                โดยทั่วไปตู้แบบแบนด์พาสจะใช้ฟังเพลงในแนวกลางๆอย่าง แดนซ์, ป๊อป, แจ๊ส และบัลลาด เพราะตู้แบบนี้จะสามารถควบคุมพื้นที่ของเสียงได้ และมีเสียงเบสที่ดุดัน กระชับ ชัดเจน
 
 
 
 
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC

ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #3 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:42:25 »
เรื่องของการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์นั้น
...นอกจากจะต้องมีการยึดตรึงให้แน่นหนาแล้ว...มันยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่อีกมากมาย...ดังนั้นวันนี้...เราจึงเก็บเอาเทคนิคเล็กๆน้อยๆมาฝาก...เพื่อให้การติดตั้งเพาเวอร์แอมป์ทำได้อย่างสมบูรณ์...และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ....
โดยทั่วไปแล้วจะมีตำแหน่งยอดนิยมอยู่สองที่ด้วยกันคือ ใต้เบาะที่นั่ง และในห้องเก็บของท้ายรถ ซึ่งการติดตั้งใต้เบาะที่นั่งนั้นดูจะเป็นตำแหน่งที่น่าจะได้ผลดีที่สุด เนื่องด้วยระบบระบายความร้อนที่ได้แอร์ในรถช่วย และยังสามารถซ่อนตัวเพาเวอร์แอมป์ได้อย่างมิดชิด อีกทั้งยังมีการเดินสายไฟแรงดัน และสายสัญญาณที่สั้นกว่าการติดตั้งไว้ที่ห้องเก็บของท้ายรถ...
 
ควรเพิ่มกล่องฟิวส์ที่แบตเตอรี่…
ที่ต้องเป็นเช่นนั้นก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง เพราะว่าแม้เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ทุกตัวจะมีฟิวส์ป้องกันที่ตัวเครื่องแล้วก็ตามที แต่ฟิวส์ดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันเฉพาะตัวเครื่องเท่านั้น ซึ่งฟิวส์ที่มีการเพิ่มเข้าไปที่ใกล้ๆกับแบตเตอรี่นั้น เป็นฟิวส์เพื่อป้องกันความเสียหายในการติดตั้ง เพราะว่าหากเกิดการลัดวงจรระหว่างสายไฟจากแบตเตอรี่ไปยังเพาเวอร์แอมป์ ฟิวส์ที่อยู่ข้างหน้าจะช่วยป้องกันอันตรายจากไฟไหม้รถ หรือเหตุอื่นๆได้ทั้งหมด

อะไรคือฟิวส์ที่แบตเตอรี่...
เป็นฟิวส์ที่ติดตั้งเพิ่มให้มีขนาดเหมาะสมกับสายไฟแรงดันเพื่อปกป้องทุกๆอย่างในระบบ เพื่อป้องกันการลัดวงจรระหว่างสายไฟจากแบตเตอรี่ไปยังอุปกรณ์ต่างในระบบเสียง โดยหลักการแล้วฟิวส์ส่วนนี้จะต้องติดตั้งตลับฟิวส์ไว้ให้ใกล้กับแบตเตอรี่มากที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรจะใช้ความยาวของสายไฟจกขั้วแบตเตอรี่มายังฟิวส์เกิด 18 นิ้ว
 

ต้องใช้ฟิวส์ใหญ่แค่ไหนถึงจะเพียงพอ…
ในกรณีนี้ถ้ามีการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์เพียงตัวเดียว ฟิวส์ที่ใช้ก็แค่ให้มีขนาดเหมาะสม หรือขนาดเดียวกันกับเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นๆ แต่โดยปกติแล้วมักจะใช้ฟิวส์ที่มีขนาดมากกว่าเล็กน้อย (ประมาณ 5 แอมป์) แต่ถ้ามีเพาเวอร์แอมป์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป ขนาดของของฟิวส์จะต้องคำนวณจากค่ารวมของกระแสที่ใช้ทั้งหมด อย่างเช่นถ้าในระบบมีเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้ฟิวส์ 10 แอมป์ 2 เครื่อง และใช่ฟิวส์ขนาด 25 แอมป์อีก 1 เครื่อง ในกรณีนี้จะต้องป้องกันด้วยการใช้ฟิวส์ขนาด 50-60 แอมป์จึงจะเหมาะสม

ต้องใช้กล่องแยกฟิวส์ด้วยหรือไม่...
การป้องกันระบบอย่างถูกต้องก็คือก็คือการใช้ฟิวส์ขนาดที่เหมาะสมต่อระหว่างสายไฟแรงดันกับเพาเวอร์แอมป์แต่ละตัว ซึ่งถ้าระบบเสียงที่ใช้ไม่ใหญ่มากนัก มีกำลังขับรวมไม่เกิน 500 วัตต์ การใช้กล่องแยกฟิวส์อาจทำให้งานติดตั้งดูสวยงาม แต่ก็ไม่มีความจำเป็นมากนัก แต่ถ้าเป็นในระบบใหญ่ที่ใช้เพาเวอร์แอมป์หลายเครื่อง มีกำลังขับรวมมากกว่า 1000 วัตต์ การใช้กล่องแยกฟิวส์ก็จะกลายเป็นเรื่องที่เหมาะสมทันที ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของงานติดตั้ง และเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง


เลือกอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อสายเพาเวอร์แอมป์อย่างเหมาะสม...
การเชื่องต่อสายเพาเวอร์แอมป์นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ชั้นพิเศษใดๆ หรือว่าของราคาแพงๆ จะมีก็แต่ว่าต้องมีหัวหาปลา และแจ็ค RCA ที่มีขนาดเหมาะสม เพื่อการนำเข้าของสัญญาณ และกำลังไฟที่สมบูรณ์ไปยั้งเพาเวอร์แอมป์เท่านั้น โดยมีหลักการสำคัญดังนี้...

•ต้องเลือกเบอร์ หรือขนาดของสายไฟแรงดันที่จะต่อไปยังเพาเวอร์แอมป์ที่เหมาะสม
•ต้องมีการติดตั้งกล่องฟิวส์ไว้ระหว่างสายไฟแรงดัน หรือใช้ตัวเบรกเกอร์ในกรณีที่ระบบมีขนาดใหญ่
•สายกราวด์ต้องมีขนาดเท่ากัน หรือใหญ่กว่าสายไฟแรงดัน เพื่อบังคับให้กระแสไหลลงกราวด์ได้มากพอๆกับที่ไหลในวงจร โดยสายกราวด์ต้องให้สั้นที่สุด
•สายอีกเส้นหนึ่งที่ต้องเดินไปยังเฮดยูนิต คือสายควบคุมการ เปิด/ปิด (Remote/Turn-On) ของเพาเวอร์แอมป์ให้สัมพันธ์กันกับเฮดยูนิต ไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่ากับสายไฟแรงดัน หรือสายกราวด์ โดยทั่วไปจะใช้สายเบอร์ 18 AWG
•สายนำสัญญาณจากเฮดยูนิตมายังเพาเวอร์แอมป์ที่เรียกว่าสาย RCA นั้น จะต้องมีความยาวที่เหมาะสม ไม่ยาวเกินไป หรือสั้นเกินไป ควรมีคุณสมบัติในการนำสัญญาณที่ดี และต้องป้องกันเสียงรบกวนได้ดีด้วย
•สายลำโพงโดยปกติจะใช้สายเบอร์ 12 AWG สำหรับลำโพงซับวูฟเฟอร์, 14 AWG สำหรับมิด-วูฟเฟอร์, 16 AWG สำหรับมิดเร้นจ์ และ 18 AWG สำหรับทวีตเตอร์
สายไฟแรงดัน และสายกราวด์ขนาดไหนถึงจะเหมาะกับเพาเวอร์แอมป์
การคำนวณหาขนาดของสายไฟแรงดันและสายกราวด์นั้นคำนวณได้ด้วยการนำเอาค่าวัตต์แบบ RMS ของเพาเวอร์แอมป์แต่ละตัวมารวมกัน พร้อมด้วยขนาดความยาวของสายไฟแรงดันแล้วเทียบจากตารางได้เลยครับ เช่นในระบบใช้เพาเวอร์แอมป์ขนาด 200 วัตต์ 2 ตัว ก็หมายถึงวัตต์รวมคือ 400 วัตต์ ต้องการเดินสายยาว 16 ฟุต ถ้าเทียบกับตารางแล้วก็คือต้องใช้สายไฟเบอร์ 4 AWG เป็นต้น

ตำแหน่งที่ติดตั้งเพาเวอร์แอมป์ต้องมีพื้นที่ว่ารอบๆพอสมควร...
ในขณะที่เพาเวอร์แอมป์มีการทำงานอยู่นั้น ตัวเพาเวอร์แอมป์จะมีความร้อนเกิดขึ้นในระดับหนึ่ง ตัวของเพาเวอร์แอมป์จะต้องมีการระบายความร้อนออกจากตัวเครื่องสู่ภายนอก ดังนั้นบริเวณโดยรอบควรจะมีพื้นที่ว่างประมาณ 1 นิ้วเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ความร้อนจากครีบระบายความร้อนกระจายออกไป เมื่อมีการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์ที่ผนังในแนวตั้ง ต้องแน่ใจด้วยว่าครีบระบายความร้อนนั้นตั้งอยู่ในระดับตรง เพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ ไม่ควรติดตั้งเพาเวอร์แอมป์แบบกลับหัว หรือเอาครีบระบายความร้อนไว้ใต้ตัวเครื่อง เพราะอาจทำให้เพาเวอร์แอมป์ระบายความร้อนไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสมในตัวเครื่อง อันจะนำไปสู่ความเสียหายได้
ใช้เพาเวอร์แอมป์ขนาดไหนถึงจะเหมาะกับระบบไฟในรถ
ความจริงแล้วต้องเป็นอัตราการจ่ายกระแสไฟของไดร์ชาร์จของรถคันนั้นๆจะเป็นตัวตัดสินถึงขนาดของเพาเวอร์แอมป์ที่จะนำมาใช้ในระบบเสียง โดยใช้เกณฑ์ประมาณ 40 % ของความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าทั้งหมด เนื่องจากว่าอีก 60 % จะถูกนำไปใช้กับระบบไฟในรถทั้งหมด จากนั้นก็ให้ดูจากอัตราการใช้กระแสของเพาเวอร์แอมป์ว่าเหมาะหรือไม่กับอีก 40% ที่เหลือ

การคำนวณหาอัตราการกินกระแสของเพาเวอร์แอมป์นั้นหาได้ดังนี้ (วัตต์ RMS รวม X 2) / 13.8 เช่นเพาเวอร์แอมป์กำลังขับ 300 วัตต์ 2 แชนแนล จะมีอัตราการกอนกระแสขนาด (600 X 2) / 13.8 = 87 แอมป์ แต่ในสัญญาณที่เป็นเสียงดนตรีนั้นจะกินกระแสจริงเพียงแค่ 1/3 ของกำลังทั้งหมดเท่านั้น ตังนั้นเราจะได้การกินกระแสจริงในการฟังเพลงเพียง 87 / 3 = 29 แอมป์เท่านั้น ดังนั้นเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับ 300 วัตต์ X 2 แชนแนล จึงเล่นได้กับรถที่มีแบตเตอรี่ขนาด 75 แอมป์ได้ (40% ของ 75 คือ 30 แอมป์) หรือจะเปรียบเทียบแบบคร่าวๆกับตารางข้างล่างนี้ก็ได้

 
จะลงกราวด์ของเพาเวอร์แอมป์ตรงไหนดี
การลงกราวด์ของระบบเสียงในรถยนต์นั้นจะต้องใช้สายกราวด์ที่มีขนาดเท่ากับ หรือใหญ่กว่าสายไฟแรงดัน และต้องเดินตรงไปยังตัวถังของรถยนต์โดยมีการยึดไว้อย่างแน่นหนา โดยต้องมั่นใจได้ว่าการลงกราวด์ต้องเป็นเนื้อเดเดียวกันกับตัวรถ หรือบริเวณที่ลงกราวด์จะต้องขูดสีที่เคลือบตัวรถออกให้เห็นเนื้อเหล็กอย่างแท้จริง

ในกรณีที่มีการลงกราวด์ของอุปกรณ์หลายๆชนิด ควรมีการลงกราวด์ให้แยกจากกัน โดยมีระยะห่างกันประมาณ 0.5 นิ้ว หรือถ้ามีการลงกราวด์ที่จุดเดียวกันทั้งหมด ควรระวังเรื่องที่ว่าอุปกรณ์ที่กินกระแสมากๆ จะแย่งไฟกราวด์ไปทั้งหมด อาจทำให้เกิดลักษณะของกราวด์ลูป (Ground Loop) ขึ้นได้ จะต้องติดตั้งกราวด์ของอุปกรณ์ที่กินกระแสมากสุดไว้ตำแหน่งล่างสุด และให้กราวด์ของอุปกรณ์ที่กินกระแสน้อยสุดไว้ข้างบนสุด

 
เพาเวอร์แอมป์แบบ High Current

เพาเวอร์แอมป์แบบ High Current หรือเพาเวอร์แอมป์กระแสสูงนั้น คือเพาเวอร์แอมป์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถจ่ายกระแสให้กับลำโพงที่มีอิมพิแดนซ์ต่ำๆได้โดยไม่เกิดอาการเกินกำลัง โดยในเพาเวอร์แอมป์รุ่นใหม่ๆในทุกวันนี้ ส่วนมากจะถูกออกแบบมาให้จ่ายกระแสได้กับอิมพิแดนซ์ที่ต่ำกว่าปกติได้เพียงหนึ่งเท่าตัวแค่นั้น เช่นปกติใช้กับลำโพงจะมีอิมพิแดนซ์ 4 โอห์ม แต่เพาเวอร์แอมป์ยังคงจ่ายกระแสให้กับลำโพงที่มีอิมพิแดนซ์ 2 โอห์มได้ และให้กำลังขับเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว การพิจารณาถึงเพาเวอร์แอมป์แบบ High Current จะดูที่ความสามารถในการขับโหลดที่ต่ำกว่า 4 โอห์มเป็นหลัก กล่าวคือถ้าเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นสามารถขับโหลดที่ต่ำกว่า 1 โอห์มได้ แสดงว่าเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นคือ High Current ของจริง...



เพาเวอร์แอมป์สำหรับขับซับวูฟเฟอร์ ต้องขนาดไหนถึงจะพอ
เรื่องทีว่านี้มันคงต้องอยู่ที่ความต้องการความหนักหน่วงของเสียงเบสสักขนาดไหนเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นการฟังโดยทั่วไปแล้ว ในลำโพงขนาด 6.5 หรือ 8 นิ้ว กำลังขับที่ใช้ประมาณ 50 วัตต์ RMS ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการเสียงเบสที่ดังกระหึ่มจากลำโพง 10 หรือ 12 นิ้ว กำลังขับเบื้องต้นต้องไม่น้อยกว่า 150 – 200 วัตต์ RMS ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเสียงเบสยิ่งต่ำยิ่งต้องการกำลังขับมาก หรือยิ่งลำโพงซับวูฟเฟอร์มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากเท่าไร นั่นหมายความว่ามันยิ่งต้องการกำลังขับที่มหาศาลตามไปด้วย ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเพื่อให้ได้เสียงเบสที่มีคุณภาพ จะต้องเรียกพลังจากลำโพงซับวูฟเฟอร์ให้ได้อย่างน้อยต้อง 70% ของกำลังขับรวม RMS ในระบบเสียง ยิ่งใกล้ 100% เท่าไร ก็จะได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นเท่านั้น

อยากเพิ่มเพาเวอร์แอมป์ให้กับวิทยุที่แถมมากับรถต้องทำอย่างไร
การที่เราจะเพิ่มกำลังขับให้กับระบบนั้น มันก็หมายถึงการเพิ่มรายละเอียดของเสียงด้วย ดังนั้นการเพิ่มเพาเวอร์แอมป์ให้กับวิทยุที่แถมมากับรถจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ แต่ก็อีกนั่นละมีมากเหมือนกันกับวิทยุที่แถมมากับรถมักจะไม่มีปรีเอาท์แบบ RCA มาให้ ดังนั้นในการเลือกเพาเวอร์แอมป์สิ่งแรกที่ต้องดูก็คือ ต้องเลือกเพาเวอร์แอมป์แบบที่รับสัญญาณแบบไฮ-เพาเวอร์ได้ด้วย หรือในกรณีที่เพาเวอร์แอมป์ไม่สามารถรับสัญญาณแบบไฮ-เพาเวอร์ได้ก็ต้องหากล่องแปลงสัญญาณจากไฮ-เพาเวอร์ให้เป็น RCA เอาท์พุดเสียงก่อน

 

การปรับเกนขยายในเพาเวอร์แอมป์
การปรับตั้งเกนการขยาย หรือเป็นการปรับตั้งความไวอินพุทของเพาเวอร์แอมป์ และถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญของการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์ด้วย การตั้งเกนขยายอย่างเหมาะสมจะช่วยลดปัญหาในเรื่องของความเพี้ยน และเสียงรบกวนได้ พร้อมทั้งยังช่วยให้ระบบได้ไดนามิคเรนจ์ที่กว้างขึ้นด้วย โดยมีขั้นตอนง่ายๆดังนี้...

1.ปรับปุ่มเกนการขยายของเพาเวอร์แอมป์ลงให้หมดก่อน โดยตั้งไว้ที่ความไวต่ำสุด หรือโวลต์ที่มากสุด
2.เปิด CD หรือเพลงจากเฮดยูนิตด้วยสัญญาณที่ดีที่จุด จากนั้นก็หมุนโวลลุ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนได้ยินเสียงดังออกมาจนถึงระดับที่เสียงพร่าเพี้ยน
3.จากนั้นก็ค่อยๆลดโวลลุ่มของเฮดยูนิตลงจนได้ระดับสัญญาณที่ดีที่สุด โดยปราศจากความเพี้ยน และนี่ละคือจุดกำเนิดสัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด และเป็นจุดที่มีอัตราส่วนต่อเสียงรบกวนที่มากที่สุด สำหรับจะป้อนให้เพาเวอร์แอมป์
4.ให้ทำการหมุนปุ่มเกนขยายเพิ่มขึ้นเรื่องๆจนได้ระดับเสียงดังที่น่าพอใจ หรือจนถึงระดับที่เกิดความเพี้ยนขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ให้ลดปุ่มเกนขยายลงจนถึงจุดที่ความเพี้ยนหายไปก็เป็นอันจบกระบวนการ
 อนึ่งการปรับตั้งเกนขยายที่เหมาะสมให้กับเพาเวอร์แอมป์นั้น จะทำให้เราได้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงสุดของเพาเวอร์แอมป์นั่นเอง...
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC


ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #4 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:44:01 »
การเลือกลำโพงแบบพิเศษ ที่เราเรียกกันจนติดปากอย่างลำโพง ซับวูฟเฟอร์ ให้กับระบบเสียงในรถยนต์นั้น มันออกจะเป็นเรื่องที่ดูซับซ้อนสักหน่อย... เพราะว่ามันเป็นลำโพงที่มีความต้องการแบบพิเศษสำหรับการติดตั้งนั่นเอง...
                ลำโพงประเภทซับวูฟเฟอร์นั้น จัดได้ว่าเป็นลำโพงที่มีขนาดค่อนข้างจะใหญ่ ที่มีความสามารถในการผลิตเสียงได้อย่างกระจายตัว สามารถที่จะผลิตความถี่ที่ต่ำกว่า 100 Hz อย่างที่ลำโพงขนาดเล็กไม่สามารถจะมาเทียบเคียงมันได้เลยอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางกายภาพ และส่วนสนับสนุน

                ลำโพงซับวูฟเฟอร์นั้น ถ้าจะพิจารณากันโดยทั่วแล้ว มักจะมีขนาดอย่างน้อย 8 นิ้ว หรือใหญ่กว่านั้น และมีความต้องการกำลังขับจาก เพาเวอร์แอมป์ ที่มากกว่าลำโพงประเภท แกนร่วม และ ลำโพงแบบแยกชิ้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากขนาดขององค์ประกอบต่างๆที่ใหญ่กว่านั่นเอง

                นอกจากนั้น ลำโพงประเภทซับวูฟเฟอร์ที่ว่านี้ มันยังต้องรูปแบบของ Enclosure หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่าตู้ลำโพง สำหรับการสร้างความถี่ต่ำให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งการสร้างพื้นที่สำหรับตู้ลำโพงนั้นอาจทำได้ง่ายๆโดยการใช้พื้นที่ของห้องเก็บของด้านหลังของรถเก๋งแบบ Sedan หรือบางทีมันก็กลายเป็นเรื่องที่ดูซับซ้อนถึงขั้นที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ของระบบกันด้วยตู้ลำโพงแบบ Series–Tuned Dual–Reflex Band pass Enclosure กันเลยทีเดียว ซึ่งความ ยาก-ง่าย ที่แตกต่างกันนั้น มันก็เป็นไปตามสถานะภาพ หรือรูปแบบการติดตั้งของรถยนต์แต่ละคันครับ
สิ่งที่มีผลต่อการทำงานของลำโพงซับวูฟเฟอร์
•ตู้ลำโพง กล่าวคือ... มันต้องมีความสัมพันธ์กันกับขนาด และรูปทรงของลำโพง ซึ่งในปัจจุบันนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตู้ลำโพงในรถยนต์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปทรงแบบสี่เหลี่ยมอย่างเช่นในอดีตอีกแล้วครับ อาจสร้างตู้ลำโพงได้ในรูปแบบ สี่เหลียมแบบดั้งเดิม , แบบทรงกระบอก/ทรงกลม หรือแม้กระทั้งในรูปทรงแบบหกเหลี่ยมเลยก็ย่อมทำได้ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเป็นหลัก•กำลังขับ/การจัดการพลังงาน (Power Handling) การจัดการพลังงาน หรือการสร้าง Power handling บน ซับวูฟเฟอร์ นั้น ทางผู้ผลิตเขาจะมีการเจาะจงค่าของกำลังขับ และค่าความร้อนในขณะที่ลำโพงมีการเคลื่อนไหวสูงสุดในการสร้าง Power Handling เอาไว้ แล้วสิ่งนี้มันก็คือค่าตัวเลขที่แสดงถึงขีดความสามารถของลำโพงที่ควบคุมได้ ก่อนที่มันจะเสียหายนั่นเอง•ค่า Xmax ค่า Xmax จัดได้ว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อการทำงานเป็นอันมาก กล่าวคือ ซับวูฟเฟอร์ ต้องการส่วนสนับสนุนของ Xmax มากตามความต้องการเท่าที่ขีดความสามารถของ Power handling กำหนดเอาไว้ อีกทั้งยังส่งผลต่อการสร้างพลัง และความถี่ของเสียง นอกจากนั้นมันยังเป็นอีกหนึ่งในตัวเลขที่ต้องคำนึงถึงในการสร้างตู้ลำโพงอีกด้วย... ก็เนื่องมาจาก ข้อจำกัด หรือขีดความสามารถในการสร้าง Power handling ของ ซับวูฟเฟอร์ นั้น มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขของกำลังขับเพียงอย่างเดียวครับ มันยังขึ้นอยู่กับการสร้างตู้ลำโพงที่เหมาะสมกับมันด้วย ตัวซับวูฟเฟอร์จึงจะสามารถให้พลังให้เราได้สัมผัสกันอย่างเต็มที่ แล้วค่า Xmax ที่ว่านั้น ก็เป็นหนึ่งในตัวเลขที่ทางผู้ผลิตเขาบอกว่า มันมีความสำคัญมาก สำหรับการคำนวณหาปริมาตร และท่อระบายอากาศของตู้ลำโพง ความสัมพันธ์ของค่า Efficiency กับ Maximum Output
                จะเห็นได้ว่า ในการเล่น ซับวูฟเฟอร์ นั้น มันมีหลายปัจจัยในการติดตั้ง แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่พอจะคำนวณได้จากความสัมพันธ์ของกำลังขับ และการเคลื่อนไหว หรือการเคลื่อนที่ของกรวยลำโพง ที่ระบุไว้ในข้อมูลจำเพาะ นั่นก็คือขีดจำกัดของพลังเสียงสูงสุดที่เราจะได้จาก ซับวูฟเฟอร์ ตัวนั้นๆนั่นเอง ก็คำนวณได้จากสูตรดังต่อไปนี้...

 
10xlog (Power) + Efficiency = Maximum Output
ในกรณีที่ลำโพงมีกำลังขับ 100 W และมีค่า Efficiency ขนาด 90 dB

ดังนั้น    10xlog (100) + 90             = Maximum Output
             (10x2) + 90                      = Maximum Output
             20+90                              = Maximum Output

             110 dB                             = Maximum Output
             

จากการคำนวณ กับลำโพงขนาด 100 W จะพบว่าเราได้พลังงานเสียงสูงสุดขนาด 110 dB ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขของค่า Efficiency ขนาด 20 dB แล้วเมื่อมีการคำนวณไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่า ทุกๆครั้งที่ขนาดกำลังขับของลำโพงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เราก็จะได้ค่าความสัมพันธ์ของ Efficiency กับพลังงานเสียงสูงสุดเพิ่มขึ้น 3 dB ทุกๆครั้ง งงไหมครับ ถ้างงโปรดดูที่ตารางข้างล่างนี้...

 
Power (watts)
 Add to Speaker Efficiency
 
3.125
 5 dB
 
6.25
 8 dB
 
12.5
 11 dB
 
25
 14 dB
 
50
 17 dB
 
100
 20 dB
 
200
 23 dB
 
400
 26 dB
 
800
 29 dB
 

               

ดังนั้น ในกรณีที่มีการใช้ ซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว มันก็อาจทำให้เราได้ความสัมพันธ์ของกำลังขับ และค่า Efficiency กับพลังงานเสียงสูงสุด เพิ่มเป็น 6 dB ได้เช่นกัน หรือถ้ามีการจัดวางมุมสะท้อนที่เหมาะสม บางทีมันอาจได้มากถึง 10 dB เลยก็เป็นได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในห้องโดยสารของรถ และการวางระบบด้วยเช่นกัน...
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC

ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #5 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:45:22 »
ซับวูฟเฟอร์ วอยซ์เดี่ยว/วอยซ์คู่ ต่างกันอย่างไร... เพื่ออะไร... และจะต่อใช้งานกันแบบไหน... หาคำตอบได้ที่นี่...
จริงๆแล้วเรื่องของ วอยซ์เดี่ยว/วอยซ์คู่ ของลำโพงซับวูฟเฟอร์นั้นจะแตกต่างกันแค่ในเรื่องของจำนวนวอยซ์คอยล์ที่ใช้เท่านั้น นั่นคือจะให้มีวอยซ์คอยล์ชุดเดียว หรือมีสองชุด เหตุผลที่ต้องมีหลายวอยซ์คอยล์ก็คือ เพื่อให้สามารถจัดระเบียบอิมพีแดนซ์เฉพาะของซับวูฟเฟอร์ให้ได้อย่างได้อิสระ อย่างในกรณีในซับวูฟเฟอร์วอยซ์คอยล์คู่ ที่ใช้วอยซ์คอยล์ละ 4 โอห์ม

•ถ้าต้องการอิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ก็นำวอยซ์คอยล์ทั้งสองมาอนุกรมกัน
•ถ้าต้องการอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม ก็ต่อใช้งานแค่วอยซ์คอยล์เดียว อีกวอยซ์คอยล์หนึ่งก็ปล่อยว่างไว้ ไม่ต้องต่อ
•ถ้าต้องการอิมพีแดนซ์ 2 โอห์ม ก็นำวอยซ์คอยล์ทั้งสองมาขนานกัน

ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC

ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #6 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:46:50 »
ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ คืออุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกจัดเอาไว้ในจำพวกของ Signal Processor หรืออุปกรณ์เพื่อใช้ช่วยในการปรับแต่งเสียง ซึ่งนอกจากจะใช้สำหรับการควบคุมน้ำเสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงให้ได้อย่างถูกต้องตรงตามความต้องการแล้ว มันยังมีคุณสมบัติสำหรับการใช้งานในด้านอื่นๆอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างเหมาะสมด้วย
การจัดการเสียง ( Signal Processor)
Signal Processor จัดเป็นอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพ และคุณภาพเสียง ซึ่งมีหน้าที่ใช้งานกันอย่างหลากหลายออกไป อุปกรณ์จำพวกนี้สามารถต่อใช้งานร่วมกันได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการต่อปรีแอมป์เข้ากับอิควอไลเซอร์ และครอสโอเวอร์ หรือว่าจะเป็นการต่ออิควอไลเซอร์เข้ากับปรีแอมป์ และครอสโอเวอร์ หรือจะต่ออิควอไลเซอร์เข้าครอสโอเวอร์ และปรีแอมป์ก็ได้ ทั้งนี้มันย่อมขึ้นอยู่กับการวางระบบไว้ว่าเป็นในรูปแบบใด โดยมีจุดสังเกตอยู่ที่ระดับของสัญญาณ เข้า/ออก ที่เหมาะสม ( Input / Output Level )




ปรีแอมป์แบบปรับตั้งเสียงได้ (Pre-Amp / Parametric / Tone / Cross)
อุปกรณ์จำพวกนี้มักจะมีขนาดความสูงเพียง 1/2 DIN เสียเป็นส่วนมาก สามารถติดตั้งไว้ที่ด้านล่างของ เฮด-ยูนิต ได้ หรือบางทีอาจจะมีรูปทรงอื่นก็ได้ แล้วแต่การออกแบบ มีสาระสำคัญอยู่ที่คุณสมบัติของการขยายระดับสัญญาณเสียง และสามารถปรับตั้งเสียงได้จากปุ่มปรับเสียง อาจมี 3-4 ปุ่ม (โทนคอนโทรล), 5-7 ปุ่ม (อิควอไลเซอร์) และปรับความถี่กลางแต่ละปุ่มได้อย่างอิสระ (พาราเมตริค) รวมถึงในบางเครื่องยังจะมีภาคแบ่งตัดเสียงสำหรับซับวูฟเฟอร์ หรือสำหรับชุด กลาง/แหลม สำหรับลำโพง หน้า/หลัง ให้อีกต่างหากด้วย
ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ช่วยอะไรในระบบ
ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ มีคุณสมบัติที่เด่นชัดที่ให้การควบคุมน้ำเสียงได้อย่างแม่นยำมาก ดังนั้นการเลือกใช้ ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ที่ได้คุณภาพ และมีความเหมาะสมกับการใช้งาน จะทำให้สามารถรับเสียงได้ละเอียดเทียบขั้นระบบไฮเอ็นด์เลยทีเดียว อีกทั้งมันยังให้ความแตกต่างได้ตามความชอบ หรือตามสไตล์ของผู้ฟังแต่ละคน และทำให้เราได้ความสมบูรณ์ของเสียงกลังคืนมาอีกด้วย

•เพิ่ม / ลด ความถี่ได้ตามต้องการ เสียงรบกวนจากรถยนต์, เสียงรบกวนบนท้องถนน, ขนาดและรูปทรงของห้องโดยสาร, การสะท้อนของกระจก และการซับเสียงของวัสดุหุ้มเบาะนั่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อคุณภาพเสียงของระบบโดยตรง คุณสามารถใช้ ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ช่วยชดเชยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ ด้วยการเพิ่มความถี่เสียงที่ขาดหายไป หรือลดทอนความถี่ที่มีมากเกินไป...
•ควร...ลดความถี่..ก่อนเพิ่มความถี่ เมื่อเริ่มมีการปรับตั้งคุณภาพเสียงในรถยนต์นั้น จะต้องค่อยๆปรับทีละน้อยครับ อย่าใจร้อนครับ เพราะการเพิ่มเสียงในระดับ 10 dB จะทำให้ เพาเวอร์แอมป์ ของคุณทำงานหนักขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว และยังอาจก่อให้เกิดความเพี้ยนขึ้นได้อย่างมหาศาล ทางที่ดีก็คือพยายามทำการลดความถี่เสียงลงก่อนเป็นอันดับแรก เช่น ก่อนที่จะมีการปรับเพิ่มเสียงเบสในระบบ ควรเริ่มต้นด้วยการทดลองลดเสียงกลาง และเสียงแหลมลงเล็กน้อยดูก่อน ถ้าได้เสียงเบสที่ต้องการ หรือเหมาะสมแล้วก็ไม่ควรปรับเพิ่ม...
•ช่วยปกป้องอุปกรณ์ในระบบ บางคนอาจไม่เคยทราบเลยว่า ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ นอกจากการช่วยในการปรับแต่งเสียงแล้ว มันยังสามารถช่วยป้องกันอุปกรณ์บางอย่างในระบบได้อีกด้วย เช่นถ้าคุณมีชุดเบสในระบบที่เป็นลำโพง 6.5 นิ้วคู่หนึ่งคุณก็น่าจะใช้ ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ช่วยตัดความถี่ที่ต่ำกว่า 50Hz ออกไปเสีย ซึ่งมันจะส่งผลให้เพาเวอร์แอมป์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถปรับความดังได้มากขึ้นโดยเสียงยังมีความสะอาดชัดอยู่ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการปกป้องลำโพงจากการพยายามที่จะทำงานในความถี่เสียงที่มันทำไม่ได้อีกด้วย
การเลือก ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ สำหรับรถยนต์
ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ นั้นนอกจากจะใช้สำหรับการควบคุมเสียงที่มาจาก เฮด-ยูนิต ให้ได้อย่างถูกต้อง หรือตามความต้องการแล้ว มันยังมีคุณสมบัติอื่นๆที่น่าจะพิจารณาในการเลือกซื้อด้วย...
•FADER ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ที่ดีนั้นควรจะมีปุ่มเฟดเดอร์ (Fader) สำหรับปรับเสียงชุด หน้า/หลัง เพื่อสร้างความสมดุลให้กับเพาเวอร์แอมป์ ในการแยกขับลำโพงชุด หน้า/หลัง ให้ได้อย่างสมดุลในกรณีที่ เฮด-ยูนิต มีปรีเอาท์ชุด ซ้าย/ขวา เพียงชุดเดียว จะว่าไปแล้วปุ่มเฟดเดอร์นี้มัยจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับสมดุลของเสียงในการฟังที่ต้องการเรียร์ฟิลด์ (Rear-Fill) ที่ถูกต้องครับ
•LISTENING POSITIONใน ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ บางรุ่นบางตัวจะมีปุ่มสำหรับตำแหน่งการนั่งฟัง (Listening Position) เพื่อการปรับมิติเสียงสเตอริโอจากซ้ายไปขวา และอาจถึงระดับการผสมผสานการฟังลักษณะน้ำหนักเสียงหนักด้านใดด้านหนึ่ง (Side-Biased)
•SUBWOOFER OUTPUT สำหรับ ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ในปัจจุบันนี้มันควรจะมีช่องสัญญาณของ ซับวูฟเฟอร์ เอาท์พุท มาให้ด้วย ซึ่งเป็นชุดเอาท์พุทที่กำหนดไว้สำหรับให้สัญญาณความถี่ต่ำเท่านั้นที่จะผ่านออกมาได้ ในบางรุ่นถ้าคุณเลือกดีๆก็อาจจะได้แบบที่มีวงจรกรองความถี่เฉพาะความถี่สูงให้ออกไปชุด หน้า/หลัง เพื่อใช้ทำงานร่วมกับ ซับวูฟเฟอร์ เอาท์พุท นั่นก็เท่ากับว่าคุณได้ภาคครอสโอเวอร์มาใช้แบบฟรีๆด้วยการซื้อ ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ เพียงเครื่องเดียว... •PARAMETRIC EQUALIZER ผมกำลังจะพูดถึง พาราเมตริค อิควอไลเซอร์ ซึ่งในปัจจุบันเราหา พาราเมตริค อิควอไลเซอร์ แบบพันธ์แท้ได้ค่อนข้างยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ กล่าวคือมันเป็น อิควอไลเซอร์ ในแบบที่สามารถจะปรับเปลี่ยนจุดตั้งความถี่ได้อย่างอิสระ ทั้งช่วงของคลื่น และความ กว้าง/แคบ ของคลื่น ในย่านความถี่ที่เรากำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลให้การปรับตั้งเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
•DIGITAL EQUALIZER ใน ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ บางรุ่น จะยอมให้มีการบันทึกผลการปรับแต่งทางอคูสติคเอาไว้ในหน่วยความจำ เพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา ทำให้คุณสามารถที่จะตั้งการปรับแบบ Rock, Rap หรือแบบ Jazz เอาไว้ในหน่วยความจำได้ เพราะดนตรีแต่ละแนวนั้นจะมีธรรมชาติการย้ำน้ำเสียงที่แตกต่างกัน
ข้อควรระวังในการปรับเน้นความถี่
จากความถี่ของเครื่องดนตรีประเภทต่างๆนั้น จะเห็นว่าจะมีทั้งความถี่หลัก และความถี่รอง ดังนั้นความถี่ที่มีความสัมพันธ์กันตลอดทั้งย่านการตอบสนองความถี่ ดังนั้นการปรับเน้นเสียงดนตรีชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ ก็อาจจะส่งผลกระทบกับเสียงดนตรีชิ้นอื่นๆได้เช่นกัน


แนวทางของการใช้ ปรีแอมป์ / อิควอไลเซอร์ ที่ดีนั้น มันควรจะต้องทำการวิเคราะห์ด้วยตัวของคุณเอง เพื่อจะได้มีประสบการณ์บ้าง และบางครั้งก็ต้องพยายามใช้งานเอง เพื่อจะได้พบเจอกับข้อผิดพลาดอันมีส่วนช่วยในการเรียนรู้ถึงรูปทรงของเสียงในรถยนต์ของคุณ และเชื่อว่ามันจะส่งผลที่ดีกับระบบเสียงของคุณอย่างแน่นอน...
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC

ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #7 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:49:57 »
โดยมาก ลำโพงในรูปแบบนี้ มักจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก มีความสะดวกในการติดตั้ง สามารถให้เสียงได้อย่างถูกต้องตามทฤษฏี หรือตรงความคิด ในลักษณะการฟังแบบผิวเผิน ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้ลำโพงในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมกันอย่างสุดๆ อย่างเช่นลำโพงยอดฮิตที่เราเรียกกันติดปากว่า ลำโพง 6X9 เป็นต้น

สิ่งที่ต้องตรวจสอบในการเลือกใช้...ลำโพงแบบแกนร่วม (Coaxial Speakers)
•การตอบสนองความถี่ (Frequency Response) สิ่งที่ว่านี้ มันจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถในการทำสำเนา หรือการแยก Spectrum ของตัวลำโพงเอง ว่ามันมีประสิทธิภาพขนาดไหน ซึ่งลำโพงที่ดีนั้น ควรจะมีความสามารถในการแยกความถี่เสียงได้ในระดับ 20 Hz-20 kHz เป็นอย่างน้อย แล้วทางข้อมูลจำเพาะของลำโพงส่วนมากก็มักจะระบุไว้เช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลำโพงในแบบแกนร่วม หรือ coaxial นั้น จะไม่สามารถให้ความถี่ได้ต่ำกว่า 80 Hz ทำให้ในบางกรณีจึงอาจจำเป็นต้องใช้ลำโพงชนิดพิเศษแบบ Sub-Woofer ช่วยในระบบด้วย เพื่อความสมบูรณ์ของเสียง
•ความลึก/ความหนา ของลำโพง (Mounting Depth) ในการเลือกซื้อลำโพง บางครั้งเราก็ต้องคำนึงถึงความต้องการของพื้นที่ด้านหลังลำโพง หรือพื้นที่สำหรับบรรจุตัวลำโพง และแม่เหล็กของลำโพงด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดตั้งที่ แผงคอนโซลหลัง หรือ Rear Deck และที่ประตูรถ ที่บางครั้งมันอาจมีปัญหามีปัญหากับการขึ้นลงของกระจกหน้าต่าง
•กำลังขับ (Power Handling) คือลักษณะของกำลังขับลำโพง ที่สามารถทนได้ในช่วงระยะเวลา ก่อนที่มันจะถูกทำลาย หรือเกิดความเสียหาย ตัวเลขที่สำคัญคือ กำลังขับ RMS Peak Power และกำลังขับอย่างต่อเนื่อง ที่จะเป็นการแสดงความหมายของความสามารถในการทนกำลังขับได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นการเลือกกำลังขับของลำโพงจะต้องเลือกให้สัมพันธ์กับ เพาเวอร์แอมป์ ด้วย
•ความไวต่อเสียงของลำโพง (Sensitivity) จะเป็นค่าอ้างอิงที่แสดงถึงวิธีวัดค่าความไวของลำโพง โดยเปรียบเทียบกับกำลังขับ โดยทั่วไปมักจะวัดกันในหน่วยของ 1W@1m ครับ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นข้อมูลทางเทคนิคจากทางผู้ผลิตใช้ในการบ่งบอกถึง ความสามารถ และความไวต้อเสียงของลำโพงตัวนั้นๆ สำหรับลำโพงที่ดีนั้น ควรจะมีค่าความไวต่อเสียงตั้งแต่ 90 dB ขึ้นไป...
•Tweeter Protrusion คือตำแหน่งของ Tweeter ที่ส่วนใหญ่แล้วจะต้องมีการยกโครงของ Tweeter ขึ้นมาจากแกนของลำโพงให้สูงขึ้นมา ตรงนี้ควรจะสำรวจดูให้ดีด้วย มันจะต้องมีความมั่นคง และแข็งแรง...
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC

ออฟไลน์ Noonung_CM

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 2460
  • คะแนน Like 61
  • เพศ: ชาย
  • ATC.081
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หนูหนึ่ง
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #8 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:50:31 »
มีอีกเยอะ รอสักกำ
ยิ่งคุยกันต่อก้อยิ่งเจ็บ......เพราะ
ถึงยังไงเราก้อไม่ใช่........
คนที่ใช่ของเขาอยู่ดี
                                 By Noo 1 ATC

ออฟไลน์ Mon_Labor

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 601-1000
  • *****
  • กระทู้: 931
  • คะแนน Like 15
  • เพศ: ชาย
  • ATC.327
  • Awards
    • ดูรายละเอียด
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #9 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 16:56:32 »
บ่องตรงเยย ที่เกียจอ่าน พี่1 ขอรูป ได้บ่อออ อิอิ  emo72

ออฟไลน์ charinya_Labor

  • ไมล์ 2001-3000
  • *
  • กระทู้: 2665
  • คะแนน Like 25
  • ยังเป็นคนเดิมอย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
    • ดูรายละเอียด
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #10 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 19:20:46 »
โอ๊ยลงไรเยอะแยะใครจะไปอ่านไหว ลิงวอก emo15
ยังรู้สึกดีกับเธอ ทุกวันนี้ก้อยังคิดถึง
เธอคือสิ่งที่สวยงามที่ก้าวเข้ามาในชีวิต

ออฟไลน์ T_Labor

  • ไมล์ 2001-3000
  • *
  • กระทู้: 2271
  • คะแนน Like 64
  • - แล้วจะทำไม -
  • Awards
    • ดูรายละเอียด
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #11 เมื่อ: 26เม.ย.2013, 20:43:10 »

รายละเอียดยิบจริง ๆ   1Likeสำหรับข้อมุลดี ๆ  emo36 emo36


มิตรภาพและความอบอุ่น คือ ATC.

ออฟไลน์ Boss & Best

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 2001-3000
  • *****
  • กระทู้: 2242
  • คะแนน Like 20
  • เพศ: ชาย
  • ATC.164
  • Awards 40 Bronze Medal Almera Drivers
    • ดูรายละเอียด
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #12 เมื่อ: 27เม.ย.2013, 12:44:40 »
มันเล็กๆ น้อยๆ ตรงไหนฟะ อ่านไม่ไหว + 1 ไปเลย ความตั้งใจ

ออฟไลน์ Mon_Labor

  • ATC. Staff Team
  • ไมล์ 601-1000
  • *****
  • กระทู้: 931
  • คะแนน Like 15
  • เพศ: ชาย
  • ATC.327
  • Awards
    • ดูรายละเอียด
Re: เกร็ดเครื่องเสียง เล็กๆน้อยๆ ครับ
« ตอบ #13 เมื่อ: 27เม.ย.2013, 17:43:32 »
มันเล็กๆ น้อยๆ ตรงไหนฟะ อ่านไม่ไหว + 1 ไปเลย ความตั้งใจ
พี่1 แกก๊อป มาพี่ 55+  emo33

 


SimplePortal 2.3.5 © 2008-2012, SimplePortal