แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


ข้อความ - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 4
1
สาเหตุหลักที่การปลูก บ้านชั้นเดียว กลายเป็นที่นิยม เนื่องจากตัวบ้านอำนวยความสะดวกสบายต่อผู้สูงอายุ การดูแลทำความสะอาดบ้านทำได้ง่ายกว่า และราคาถูกกว่า

บ้านชั้นเดียว ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นให้กับผู้อยู่อาศัย เนื่องจากสามารถพบปะกันได้ง่าย
ใครๆ ก็อยากได้บ้านในฝันเป็นของตัวเอง แต่การมีบ้านสักหนึ่งหลังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตอีกหลายสิบปี แต่หากคุณมีที่ดินอยู่แล้ว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก เนื่องจากสามารถวางแบบแปลนบ้าน และจ้างช่างมาปลูกบ้านได้เอง ส่วนแบบบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ คือ บ้านชั้นเดียว ซึ่งเป็นทางเลือกที่หลายคนต่างให้ความสนใจ หากใครกำลังมีแพลนที่จะปลูกบ้าน แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะสร้างบ้านชั้นเดียว หรือบ้านสองชั้น ลองมาดูข้อดีข้อเสียของการปลูกบ้านทั้งสองแบบกันเลยดีกว่าค่ะ

ข้อดีของบ้านชั้นเดียว

1.ราคาถูกกว่าบ้านสองชั้น

เมื่อเทียบสัดส่วนของพื้นที่ในการปลูกสร้างที่มีขนาดเท่ากัน บ้านชั้นเดียวจะมีค่าใช้จ่ายในการสร้างที่ถูกกว่า เหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด และหากเงินเหลือก็ยังสามารถนำไปซื้อของตกแต่งบ้านอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ถึงแม้บ้านจะมีขนาดเล็ก แต่ก็เฟี้ยวได้ไม่แพ้บ้านขนาดใหญ่เลยใช่ไหมคะ ^^

2.เหมาะกับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ

เนื่องจากผู้สูงอายุ ทั้งคุณตา คุณยาย มักมีปัญหาเรื่องกระดูกและข้อเข่า จึงทำให้เดินไม่สะดวกเท่าไรนัก ถ้าต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง น่าจะหมดแรงกันไปเสียก่อน หรือญาติที่ป่วยต้องใช้วีลแชร์ ก็คงไม่สะดวกเช่นกัน หากต้องเดินไปยังห้องต่างๆ การมีบ้านชั้นเดียวนั้นจะทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านถูกรวบไว้อย่างครบครัน ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกอึดอัด และญาติที่ป่วยยังพึ่งพาตัวเองได้

3.ดูแลง่าย

ในเรื่องของการดูแลทำความสะอาดบ้านชั้นเดียวนั้น จะมีความสะดวกมากกว่าบ้านสองชั้น และหากเรามีพื้นที่มากพอที่จะจัดสวนภายในบริเวณบ้าน เราก็จะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เห็นสวนสวยๆ ที่อยู่ด้านนอกบ้านอย่างเต็มตาทุกมุมของบ้าน กรณีอยากซ่อมบำรุงตามจุดต่างๆ ของบ้าน อาทิ ซ่อมหลังคา หรือทาสีบ้านใหม่ ก็สะดวกง่ายดาย ไม่ต้องปีนป่ายเหมือนบ้านสองชั้น ไม่เสี่ยงอันตรายด้วยค่ะ

4.สะดวกในการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์

ข้อนี้น่าจะเอื้อประโยชน์กับผู้ที่ชอบซื้อของตกแต่งบ้านอยู่เป็นประจำ การมีบ้านชั้นเดียวไม่ลำบากต่อการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือของแต่งบ้านที่ต้องขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ช่วยทุ่นแรงสำหรับผู้ที่อยู่บ้านคนเดียว และไม่ทำให้เฟอร์นิเจอร์จะชำรุดเสียหายระหว่างเคลื่อนย้ายด้วย

ข้อเสียของบ้านชั้นเดียว

1.ขโมยขึ้นบ้านง่าย

บ้านชั้นเดียวค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมมากกว่าบ้านสองชั้น เพราะสามารถเข้าถึงภายในตัวบ้าน และผู้อยู่อาศัยได้ง่ายกว่า แม้แต่เสียงของเพื่อนบ้านที่คุยกัน เสียงสุนัข เสียงแมว หรือเสียงอึกทึกอื่นๆ ก็อาจจะรบกวนได้

2.ปัญหาความร้อน

เมืองไทยเป็นเมืองร้อนจึงมีอากาศอบอ้าวตลอดทั้งปี ความร้อนจากหลังคาบ้านก็จะแผ่เข้ามาได้มากกว่าบ้านสองชั้น ดังนั้น ใครที่มีบ้านชั้นเดียวจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันความร้อนที่ลงมาจากหลังคา แก้ปัญหาด้วยการยกหลังคาสูง และใส่แผ่นสะท้อนความร้อนใต้ฝ้าเพดาน

ข้อดีของบ้านสองชั้น

1.เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด

หลายคนคิดอยากสร้างบ้านหลังใหญ่ แต่ด้วยพื้นที่ในการสร้างนั้นมีจำกัด จึงทำให้การแบ่งสัดส่วนของห้องมีความสำคัญอย่างมาก และเพื่อช่วยให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบ้านสองชั้นมักจะออกแบบห้องนอนเอาไว้ชั้นบน พื้นที่ในส่วนบนก็จะมีความเป็นส่วนตัวที่สุด ไม่เป็นที่รบกวนจากสภาพแวดล้อมของเสียงและฝุ่น


ทำไม บ้านชั้นเดียว ถึงเป็นที่นิยม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้านชั้นเดียว/

2
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างเมื่อใช้งานไปนานๆ ก็ย่อมมีปัญหาจุกจิกตามมาเสมอ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ก็เช่นกัน เมื่อใช้ไปนานวันมักจะมีปัญหากวนใจ ทำให้คุณต้องนำเครื่องไปซ่อมทุกครั้ง จะดีแค่ไหนหากคุณสามารถซ่อม หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเสียเงินเลย

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างโน๊ตบุ๊ค เมื่อใช้งานไปได้สักพักก็มักจะมีอาการรวน เปิดเครื่องไม่ได้ เครื่องดับ จนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อที่จะต้องนำเครื่องไปร้านซ่อมทุกครั้งที่มีปัญหา วันนี้ Potatotechs มีเกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจุกจิกที่มักเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ที่คุณซ่อมเองได้โดยไม่ต้องง้อช่างซ่อม ลองมาดูกันค่ะ ว่าจะมีปัญหาอะไรบ้างที่เราสามารถแก้ไขได้เอง

ปัญหากวนใจที่มักพบเจอ

1.Notebook เปิดไม่ติด

ถือว่าเป็นปัญหาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยมาก กดปุ่ม Power แล้วไม่ติด หรือบางทีไฟติดแต่หน้าจอไม่แสดงภาพ หากใครพบปัญหารบกวนเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง ลองทำตาม 4 วิธีนี้ดูนะคะ

1.1 เมื่อกดปุ่ม Power แล้วไฟ LED ติด แต่หน้าจอไม่ติด ให้ลองกดปุ่ม Power ค้างไว้ 15-30 วินาทีค่ะ แล้วกดเปิดอีกครั้ง

1.2 เป็นเพราะปัญหาของ RAM ในเครื่องเสีย ลองถอด RAM ออกมาทำความสะอาดแล้วเสียบกลับเข้าไปใหม่ จากนั้นลองเปิดเครื่องดูอีกครั้ง

1.3 ถ้าหน้าจอไม่ติด ลองกดปุ่ม CTRL, ALT และ DEL พร้อมกันทั้ง 3 ปุ่ม แล้ว Restart เครื่อง

1.4 ถ้าหน้าจอไม่ติด ลองยก โน๊ตบุ๊ค ขึ้นมาเขย่าเบาๆ เพราะปัญหาอาจจะเกิดจากการที่การ์ดจอหลวม ทำให้หน้าจอไม่ติด

2.ใช้งานอยู่แล้วเครื่องดับเอง

ถ้าคุณกำลังใช้งานอยู่เกิดอาการดับไปเอง ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดมาจากความร้อน ใช้งานในบริเวณที่มีอุณหภูมิร้อนเกินไป หรือพัดลมระบายอากาศเสีย ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนเครื่องได้ ส่งผลให้เครื่องเกิดอาการ Overheat และดับไป สำหรับ Notebook นั้น หลักๆ แล้วจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยระบายความร้อนด้วยกัน 2 ตัว คือ

Heat Sink : คือ อุปกรณ์ระบายความร้อนจาก CPU หรือการ์ดจอ จะมีลักษณะเป็นอลูมิเนียม หรือหลอดทองแดง

Cooling Fan หรือ พัดลมระบายความร้อน : ระบบที่ช่วยระบายความร้อนที่สำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เครื่องทำงานจะเกิดความร้อนในตัว อุปกรณ์นี้จะช่วยรักษาอุณหภูมิของเครื่องไม่ให้พุ่งสูงเกินไปกว่าที่ตัวเครื่องจะทนได้ ยิ่งใช้งานหนัก หรือเครื่องมีการประมวลผลมากเท่าไร ความร้อนภายในเครื่องก็จะสูงตามไปด้วย หากพัดลมระบายความร้อนตัวนี้เสีย อาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดอาการ Overheat หรือ CPU ไหม้ได้

หากช่องระบายความร้อน หรือ Heat Sink มีฝุ่นละอองอุดตัน ทำให้ความร้อนสะสมภายในเครื่องได้ รวมถึง CPU ร้อนเกิน ส่งผลให้เครื่องเกิดอาการค้าง หรือดับไปเองได้ค่ะ สามารถแก้ไขได้โดยถอดเคสตัวเครื่องออกมา จัดการทำความสะอาด Heat Sink หรือพัดลมระบายความร้อน (โน๊ตบุ๊คแต่ละรุ่นจะวางตำแหน่งอุปกรณ์ 2 ตัวนี้แตกต่างกัน อาจอยู่ติดหรือแยกจากกัน)



ซ่อม โน๊ตบุ๊ค เองได้ก่อนคิดเข้าศูนย์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/โน๊ตบุ๊ค/

3
หมากระเป๋า ไม่ได้หมายถึงการนำสุนัขใส่กระเป๋าแล้วพกพา แต่หมายความว่าผู้เลี้ยงมีความสะดวกสบายในการพาสัตว์เลี้ยงสี่ขาร่วมเดินทางไปไหนต่อไหนด้วย หรือแม้แต่การเลี้ยงสุนัขภายในบ้าน แต่เนื่องด้วยพื้นที่ภายในบ้านนั้นมีจำกัด หรือไม่ก็มีเรื่องของปัจจัยต่าง ๆ นานาที่ไม่สะดวกจะเลี้ยงสุนัขตัวโต ๆ เหล่าบรรดาสุนัขสายพันธุ์เล็กทั้งหลาย จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

สุนัขสายพันธุ์เล็กก็มีมากมายหลากสายพันธุ์ให้ได้ดูแลอีก ฉะนั้นแล้ว เราลองมาดูกันหน่อยว่า มีสุนัขพันธุ์เล็กตัวไหนบ้างที่ผู้คนนิยมเลี้ยงกัน แล้วสายพันธุ์ไหนที่เหมาะและถูกชะตากับคุณผู้อ่านมากที่สุด พร้อมวิธีการดูแลสุนัขพันธุ์เล็กแต่ละสายพันธุ์ ด้วย 10 สุนัขสายพันธุ์เล็ก น่ารัก ที่คนนิยมเลี้ยงตามนี้เลยจ้า

1.ชิสุ หมาน้อยตากลมโต ผูกโบว์ที่หน้าผาก มีขนยาวสวย ดูสง่างาม ขนาดพอเหมาะ พาไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบาก แถมยังนิสัยเป็นมิตร ขี้เล่น รักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน และชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ กับเจ้าของในทุกเรื่อง ชิสุชอบวิ่งและรักความสนุกซึ่งเจ้าของจำเป็นจะต้องพามันออกไปวิ่งออกกำลังกายบ้าง

2.ปอมเมอเรเนียน สุนัขตัวเล็ก ๆ ขนฟู ๆ หางเป็นพวง จมูกแหลม ๆ ตาแป๋วเป็นประกาย ไม่ว่าใครเห็นเป็นต้องขอจับ ขอสัมผัส ความน่ารักกันใกล้ ๆ ดูบอบบางเหมือนคุณหนู แท้จริงแล้ว ปอมเมอเรเนียนมีต้นตระกูลมาจากสุนัขลากเลื่อนของประเทศไอซ์แลนด์และเลปแลนด์

3.พุดเดิ้ล เป็นสุนัขประเภทสวยงาม ปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม ขนดกและหยิกชนิดติดหนัง ขนสั้นและเงางาม และได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของโลกและขึ้นชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด

4.ปั๊ก คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักสุนัขสายพันธุ์ปั๊กเป็นแน่ ด้วยอุปนิสัยน่ารัก และรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ ชวนให้หัวเราะแล้วอารมณ์ดีทุกครั้งที่มอง ควรระวังในการเลี้ยงคือสภาพอากาศที่ร้อน ปั๊กจะทนไม่ค่อยได้ ถ้าทนไม่ไหวอาจเป็นลมแดดได้ และถ้าอากาศเย็นควรให้อยู่ในที่อุ่น ๆ

5.ชิวาวา จะเห็นได้ว่าเซเลบฯ ในฮอลลี้วูดหลายคนชอบหิ้วเจ้ามะหมาตัวเล็กกระจิริดไว้ในกระเป๋าข้างกาย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกอุปนิสัยที่ขี้เล่น น่ารักบางครั้งก็เป็น สุนัข ที่หยิ่งในตัว ถ้าไม่ใช่เจ้าของจะไม่ให้จับต้อง ปากเปราะเห่าเสียงดัง เหมาะที่จะเลี้ยงไว้สำหรับเป็นเพื่อนมากกว่าหมาเฝ้าบ้าน

6.เฟรนช์ บลูด๊อก เป็นเรื่องขำขำที่ว่า ท่าไม้ตายของเจ้าหมาที่ชื่อ เฟรนช์ บูลด็อก นั้นเป็นหน้านิ่ง ๆ ที่ดูแล้วไม่รู้ว่าอารมณ์ไหนหากเผลอสัมผัส ลูบไล้เจ้า เฟรนช์ บูลด็อก เมื่อใด รับรองได้ว่าคุณจะรู้สึกเหมือนโดนน็อกด้วยตาโต ๆ หน้าย่น ๆ หูกางคล้ายค้างคาวที่มองไปมองมากลับดูมีเสน่ห์ ฉลาด กล้าหาญ ร่าเริง ชอบเล่น ชอบออกกำลังกาย และตื่นตัวอยู่เสมอ เป็นมิตร เข้ากับคนและสัตว์อื่น ๆ ได้ดี

7.แจ๊ค รัสเซลล์ เทอร์เรีย กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะมันเหมาะสำหรับเลี้ยงในบ้านไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา และด้วยบุคลิกอันกระฉับกระเฉงของมันจะทำให้คุณเพลิน แจ๊ค รัสเซลล์ เทอร์เรียร์ เป็นนักล่าตัวเล็ก ๆ ที่ยอดเยี่ยม พวกมันเป็นสุนัขที่ฉลาด ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่เขาเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายได้อย่างน่าประทับใจ


คนคิดเลี้ยง หมา กระเป๋าต้องทำอย่างไร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/หมา/

4
กระชับขึ้นได้ด้วย 5 ไอเดียนี้ ที่เราจะมาเสนอให้สาวๆ Spice ได้ลองทำกันดูจ้า

#1 ล้างหน้าด้วยอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็นวันละ 2 ครั้ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลปัญหาต่างๆ บนผิวหน้าของเรา คือการล้างหน้าให้สะอาดเป็นอันดับแรกนะจ๊ะสาวๆ เพราะเป็นการขจัดสิ่งสกปรกให้ออกไปจากใบหน้าและเป็นการทำความสะอาดรูขุมขน เมื่อรูขุมขนสะอาดเเล้วก็ช่วยลดปัญหารูขุมขนกว้างได้ แต่ที่สำคัญ การล้างหน้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรล้างบ่อยเกินวันละ 2 ครั้งนะ

#2 ใช้ก้อนน้ำแข็งประคบบนใบหน้า

ให้นำเอาน้ำเเข็งก้อนที่สะอาดมาถูวนบริเวณใบหน้า เน้นตรงบริเวณ T-zone ถูวนไปครั้งละประมาณ 30 วินาที ทำเป็นประจำในช่วงเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ วิธีนี้จะทำให้ใบหน้ากระชับขึ้นและรูขุนขนเล็กลง ที่สำคัญเลยคือสาวๆ ห้ามน้ำก้อนน้ำแข็งแช่ไว้บนใบหน้าบริเวณใดเป็นเวลาๆ นานเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน้าแดงได้นะ หลังจากทำเสร็จเป็นที่พอใจแล้ว ให้ล้างหน้าที่น้ำอุณหภูมิปกติเพียงเท่านี้เอง ง่ายใช่ไหมล่ะ

#3 สครับผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

การสครับผิวเป็นอีกวิธีที่ทำให้รูขุมขนเล็กลงได้ เพราะเป็นการจำกัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้ว ซึ่งถ้าไม่กำจัดเซลล์ผิวที่ตายนี้ออกไปอาจจะทำให้อุดตันรูขุมขนเพราะไม่สามารถกำจัดออกไปได้ นอกจากจะก่อให้เกิดรูขุมขนกว้าง สิวอุดตันก็จะโผล่มาจ๊ะเอ๋บนใบหน้าได้อีกด้วย การสครับผิวนี้ควรทำแค่อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งก็พอนะสาวๆ

#4 กระชับรูขุมขนด้วยน้ำมะนาว

มะนาวนี่แหละตัวช่วยให้รูขุมขนเรากระชับได้เป็นอย่างดี ขั้นแรกให้ล้างหน้าให้สะอาด ค่อยๆ ซับหน้าให้แห้ง จากนั้นนำน้ำมะนาวมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิปกติหรือจะตามด้วยน้ำเย็นอีกทียิ่งดี ทำติดต่อกันอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง ถ้าทำเป็นประจำเชื่อได้ว่ารูขุมขนของสาวๆ จะเล็กลงอย่างแน่นอน

#5 โทนเนอร์กระชับรูขุมขน

โทนเนอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้เหมือนกัน จึงควรใช้โทนเนอร์ในการทำความสะอาดผิวหน้าอีกครั้งหลังการล้างหน้า ซึ่งโทนเนอร์นี้เป็นขั้นตอนเช็คว่าผิวเราสะอาดจริงๆ แล้วหรือยังและยังช่วยลดสิ่งอุดตันต่างๆ ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น



ไอเดีย กระชับรูขุมขน ให้กลับมาเนียนใสกิ๊ง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

5
ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอร้านอาหารเปิดกันให้เห็นเยอะแยะเต็มไปหมด จนวัยรุ่นอย่างเราเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ว่าจะรวมกลุ่มกันไปตะลุยร้านไหนก่อนดี ยิ่งเป็นร้าน อาหารไทย รสแซ่บแล้วด้วยละก็ บอกได้คำเดียวว่าไม่พลาดที่จะแวะชิมอย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าร้านอร่อยเจ้าประจำของเราจะเปิดบริการไปซะทุกวัน วันนี้ Parpaikin จึงขออาสารวบรวมเมนูเด็ดพร้อมวิธีทำมาฝากกันค่ะ จี๊ดทะลวงไส้กันทุกเมนูแน่นอน!

1.ส้มตำถาด

ส้มตำ เป็นเมนูอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ด้วยรสเปรี้ยวอมหวาน เผ็ดแซ่บ เร่าร้อนถึงใจ ผสมผสานได้อย่างลงตัว สามารถทานคู่กับ อาหารไทย ชนิดอื่นได้หลายอย่าง และเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก จะกินกับครอบครัว หรือผองเพื่อนก็อร่อยแซ่บแบบสุดๆ มาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ ส้มตำถาดปูปลาร้า เพียบพร้อมด้วยเครื่องเคียงอลังการ

วัตถุดิบ

เส้นมะละกอสับ 1 กำมือ
ปูเค็มลวกสุก 1 ตัว
ถั่วฝักยาว (หักเป็นท่อน) 1 ฝัก
มะเขือเทศ 1 ลูก
กระเทียม 3 กลีบ
พริกขี้หนู (ตามชอบ)
น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนชา
น้ำปลาร้า 1 ทัพพี
มะนาว 1 ลูก
น้ำปลา 1 ช้อนชา
ผงชูรส
เม็ดกระถิน
เครื่องเคียง ได้แก่ ขนมจีน แคบหมู ปลากรอบ ไข่เป็ดต้มสุก ไข่เค็มต้มสุก ไข่เยี่ยวม้า หน่อไม้ต้มสุก หมูยอ และผักสดตามชอบ
วิธีทำ

ขั้นตอนแรกให้ตำกระเทียม พริกขี้หนู และน้ำตาลปี๊บเข้าด้วยกัน หั่นมะเขือเทศตามลงไป ใส่ถั่วฝักยาว ตำพอแหลก ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า น้ำมะนาว น้ำปลา และผงชูรส ตำให้พอเข้ากัน ใส่ปูเค็ม (ตำเบาๆ )ตามด้วยมะละกอสับ และคลุกให้เข้ากัน ตักใส่ถาด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง ตกแต่งให้สวยงามน่ารับประทานค่ะ จัดเต็มความแซ่บกันได้เลย!

2.ยำขนมจีน

ยำขนมจีนรสเด็ด เผ็ดนำตามด้วยเปรี้ยว ความกลมกล่อมที่ซึมอยู่ในเส้นกับเนื้อปลาทูแสนอร่อย อีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เมื่อนึกถึงทีไรเป็นอันต้องกลืนน้ำลายตามทุกที ครั้นจะไปตามหาร้านที่ขายแบบแซ่บๆ ถูกใจก็คงจะยากอยู่สักหน่อย วันนี้เราเลยเอาสูตรวิธีทำง่ายๆ มาฝากกันค่ะ

วัตถุดิบ

ขนมจีน
ปลาทูทอด
ถั่วฝักยาวซอย
ต้นหอมซอย
พริกแดงซอย
น้ำปลาร้าต้มสุก
มะนาว
น้ำตาลปี๊บ
น้ำปลา
พริกป่น
วิธีทำ

เตรียมเครื่องปรุงและวัตถุดิบครบแล้วก็ลงมือทำได้ค่ะ เริ่มจากนำน้ำปลาร้าที่ต้มสุกแล้วเทลงในชาม ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากันจนละลายก่อน จากนั้นใส่พริกป่น น้ำมะนาว พริกแดงซอย ต้นหอม และถั่วฝักยาวที่หั่นเตรียมไว้ตามลงไป คลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากัน เมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้ว นำเส้นขนมจีนใส่ลงไปในน้ำยำให้ซึมเข้าสู่เส้นเพื่อความกลมกล่อม ฉีกเนื้อปลาทูใส่ลงไปเป็นลำดับสุดท้าย (ระวังก้างนะคะ เดี๋ยวจะติดคอได้) คนให้เข้ากัน เป็นอันเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ ง่ายมากเลยใช่ไหมคะ

3.เล้งแซ่บ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตในหมู่วัยรุ่นที่หิวเมื่อไรก็ต้องนึกถึง “เล้งแซ่บ” ไม่ว่าจะเป็นตัวน้ำซุปที่มีรสจัดจ้าน กระดูกเล้งติดเนื้อเน้นๆ ไม่มีมันเข้ามาผสม ซึ่งถ้านำมาต้มทำน้ำซุปจะได้ซุปรสชาติหวานหอม ตักซดจนวางช้อนไม่ลงเลยละค่ะ ร้านใดมีเมนูนี้คู่ครัว เชื่อว่าลูกค้าต้องสั่งเป็นอันดับแรกๆ อย่างแน่นอน

วัตถุดิบ

กระดูกเล้ง 1 กิโลกรัม
ข่า 1 หัว
ตะไคร้ 1 ต้น
ใบมะกรูด 3 ใบ
รากผักชี 6 ราก
พริกขี้หนูสวนตามชอบ
พริกแห้งทอด
ผักชี
เกลือทะเล 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 1 ทัพพี
น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
น้ำมะนาว ตามชอบ
วิธีทำ

เริ่มจากโขลกพริกขี้หนูสวนรอไว้ จากนั้นล้างกระดูกเล้งให้สะอาด ใส่น้ำเปล่าให้เต็มหม้อ ตามด้วยข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เกลือ และกระดูกเล้ง ยกขึ้นตั้งไฟทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วยกลง เทน้ำเก่าทิ้งแล้วใส่น้ำใหม่เข้าไปให้เต็มหม้อ ต่อด้วยรากผักชี เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อน้ำเดือดให้เติมซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลมะพร้าว ต้มต่ออีก 2 ชั่วโมง จนกระดูกเล้งเปื่อยได้ที่ ตักพริกที่เราโขลกไว้ใส่ชาม ตามด้วยน้ำมะนาว อยากได้รสเปรี้ยวเผ็ดขนาดไหนเลือกเอาตามใจชอบได้เลยนะคะ เมื่อปรุงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเจอหน้าตาพระเอกอย่างเล้งของเราแล้วค่ะ ตักเล้งแสนเปื่อยพร้อมน้ำซุปลงชามที่ปรุงรสไว้ เป็นอันยกเสิร์ฟได้จ้า เตรียมซดซุปสุดแซ่บกันให้หนำใจกันไปเลย


เมนูอาหาร ไทยถูกใจวัยรุ่น ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

6
ประตูตู้อาบน้ำหรือห้องอาบน้ำนั้น มักจะมีคราบสบู่ติดอยู่ การล้างทำความสะอาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งใช้ไปนาน ๆ ประตูสวย ๆ ใส ๆ ก็กลายเป็นขุ่นมัวดูไม่สะอาดน่าใช้เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ หากเรารู้วิธีในการดูแลทำความสะอาด คราบสบู่ คราบน้ำเหล่านั้น ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำความสะอาดได้แล้ว ยังป้องกันไม่ให้คราบเหล่านั้นกลับมาใหม่ได้อีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้

เบกกิ้งโซดา
น้ำส้มสายชูขาว
ช้อน และภาชนะเล็ก ๆ
ฟองน้ำล้างจาน
ที่เช็ดกระจกแบบฟองน้ำ ขนาด 10 นิ้ว
ที่เช็ดกระจกแบบยาง ขนาด 12 นิ้ว
Rain-X แบบ 2 อิน 1 ที่ใช้สำหรับกันไม่ให้น้ำฝนเกาะกระจก
ผ้าเช็ดมือ

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็เริ่มกระบวนการทำความสะอาดได้เลย ดังนี้

ทำความสะอาดพื้นผิว จากนั้นก็ใช้เบกกิ้งโซดา ผสมกับน้ำส้มสายชู ทาบนประตูกระจก ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที น้ำส้มสายชูนั้นเป็นกรด แต่ก็สามารถนำมาใช้ในเรื่องของการทำความสะอาดได้ดี กรดในน้ำส้มสายชูนี้จะช่วยขจัดฝุ่น และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้ดี ส่วนเบกกิ้งโซดานั้นเป็นโซเดียม คาร์บอเน็ต เมื่อนำมาผสมกับน้ำส้มสายชู จะกลายเป็น กรดคาร์บอนิค ซึ่งมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับส่วนผสมของน้ำส้มสายชูกับเบกกิ้งโซดานั้น ให้ใช้เบกกิ้งโซดา ½ ถ้วย ใส่ลงในภาชนะเล็ก ๆ แล้วใส่น้ำส้มสายชูลงไป ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน

ใช้ฟองน้ำล้างจานชุบส่วนผสม แล้วทาลงบนประตูกระจก ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที


วิธีทำความสะอาดคราบสบู่ออกจากประตูห้องอาบน้ำ สุขภัณฑ์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/สุขภัณฑ์/

7
Samsung เปิดตัวสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไว้สองไลน์ ได้แก่ Galaxy S และ Galaxy Note ซึ่ง Galaxy S นั้นเปิดตัวรุ่นแรกครั้งแรกเมื่อปี 2010 ปัจจุบันคือ Galaxy S8 ซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปปี 2017 โดย Galaxy S9 อาจเป็นเรือธงรุ่นสุดท้ายของซีรีส์ Galaxy S ครับ

แหล่งที่มาจากประเทศเกาหลีเผยว่า สมาร์ทโฟน Galaxy S10 ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2019 นั้น จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Galaxy X โดย Samsung เลือกเปลี่ยนชื่อเพราะป้องกันความยุ่งยากที่จะเกิดในอนาคตในเรื่องของชื่อ เช่น Galaxy S11 หรือ Galaxy S15 นั่นเองครับ

นอกจากนี้ Samsung ยังมีแผนการที่จะพัฒนาสมาร์ทโฟนเรือธงให้ดียิ่งกว่าเดิม การเปลี่ยนชื่อจึงอาจเป็นการยกระดับเรือธงด้วยนั่นเองครับ


Galaxy S9 จะเป็น สมาร์ทโฟน เรือธงรุ่นสุดท้ายของ Samsung  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

8
ก่อนจะรับเจ้า หมา สักตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว หลายคนมักมองข้ามสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งไปคือ การเตรียมความพร้อมที่ดี ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เราเลี้ยงเขาได้ราบรื่น ไม่ติดขัด สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมความพร้อมยังไง วันนี้ Petcitiz ได้รวบรวมข้อมูลความรู้ อัดแน่นไปด้วยสาระสำคัญที่แสนจะเข้าใจง่ายมาไว้ให้แล้ว ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยค่ะ

1.เตรียมตัวเตรียมใจ
ขั้นแรกของการเริ่มต้นที่จะรับสุนัขเข้ามาเลี้ยงนั่นคือ การเตรียมตัวเตรียมใจของผู้เลี้ยง Petcitiz อยากจะให้เริ่มสำรวจตัวเองก่อนว่า พร้อมแล้วจริงๆ ไหมสำหรับการรับสุนัขมาเลี้ยงสักตัว เพราะอยากให้เพื่อนๆ คิดว่าเขาคือหนึ่งชีวิตที่เราจะต้องคอยดูแลไปอีกนานนับ 10 ปี หลายคนอาจคิดว่าการเลี้ยงเจ้า หมา ก็คล้ายกับการเลี้ยงลูก แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เลี้ยงสุนัขนั้นยากกว่าเลี้ยงลูกเยอะเลยค่ะ เพราะเมื่อเขามีอายุมากขึ้น เขาจะไม่สามารถดูแลตนเอง หรือออกไปหาอาหารเองได้เหมือนกับคน ซึ่งตรงนี้คือจุดแตกต่างค่ะ ฉะนั้นเมื่อเราตกลงที่จะเลี้ยงเขาแล้ว นั่นหมายถึงว่าเราต้องรับผิดชอบชีวิตเขาทั้งชีวิตนะคะ จึงต้องสำรวจความพร้อมของตัวเองให้ดีเสียก่อน เมื่อคิดได้อย่างมั่นใจแล้วว่าพร้อมที่จะเลี้ยง ก็ตามไปดูที่ข้อต่อไปได้เลยค่ะ

2.สถานที่เลี้ยงดู
สถานที่ที่ใช้เลี้ยงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะสถานที่ที่ใช้เลี้ยงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับขนาด และสายพันธุ์ของสุนัขบางประเภท เราต้องคำนึงถึงที่อยู่อาศัยของเราด้วย เช่น บ้านเดี่ยว หรือ ทาวน์เฮ้าส์ ปัญหาในการเลี้ยงก็จะมีน้อย ส่วนเพื่อนๆ ที่พักอยู่ในห้องเช่า คอนโดมิเนียม หรือบ้านเช่า ต้องพิจารณาจากสถานที่นั้น และดูว่าทางที่พักอนุญาตให้นำสัตว์เข้ามาเลี้ยงได้หรือไม่ ในกรณีนี้ผู้เลี้ยงต้องไปสอบถามให้แน่นอน มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาตามหลังมาได้นะคะ

3.เวลา
เรื่องเวลาก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการรับสุนัขมาเลี้ยง เราจำเป็นที่จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิม เสียสละเวลาของตนมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งบ้านไหนที่มีเจ้าของอยู่คนเดียว เวลาที่เราออกไปข้างนอกไม่ว่าจะไปทำงานทั้งวัน หรือออกไปซื้อของแค่เพียง 5-10 นาที สังเกตไหมว่าทำไมเขาถึงดีใจทุกครั้งที่เรากลับมา นั่นเป็นเพราะว่าเขามีเราแค่เพียงคนเดียว ไม่มีใครอื่นเพิ่มเติม ส่วนเรานั้นมีเพื่อน มีสังคม ดังนั้น โลกทั้งใบของเขาก็คือ “เรา” เมื่อคิดจะเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนสักตัว เราจึงต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาใส่ใจเขาด้วยนะคะ

4.ค่าใช้จ่าย
บางคนอาจจะคิดว่าแค่สุนัขตัวเดียวคงไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมายหรอก แต่แท้จริงแล้วนอกจากค่าอาหารรายเดือน และค่าอุปกรณ์ เช่น ที่นอน สายจูง ของเล่น เสื้อผ้า ฯลฯ Petcitiz อยากให้เพื่อนๆ อย่าลืมที่จะสำรองเงินอีกส่วนหนึ่งเผื่อไว้ด้วยนะคะ เงินส่วนนี้จะเป็นเงินสำรองเมื่อยามสุนัขเจ็บป่วย จะได้ไม่ต้องกังวล หรือเดือดร้อนค่าใช้จ่ายประจำวันของเรานั่นเองค่ะ

5.การเลือกสายพันธุ์
ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเลือกสายพันธุ์ที่จะเลี้ยงก็คือ พื้นที่เลี้ยงต้องสัมพันธ์กับขนาด และสายพันธุ์ของสุนัขบางประเภท เช่น เราพักอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ แต่อยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่าง พิตบูล แบบนี้ก็ไม่ค่อยแนะนำนะคะ เพราะสายพันธุ์นี้มีพลังงานสูง ต้องการใช้พลังงานมาก แต่ถ้าลองเปลี่ยนใจไปเลือกเจ้าตูบขนาดกลางหรือเล็ก ก็น่าจะเหมาะสมกว่าค่ะ เมื่อตัดสินใจเลือกสายพันธุ์ได้แล้วก็ให้หาแหล่งที่ขาย หรือฟาร์มสุนัขที่ไว้ใจได้ อาจเป็นลูกสุนัขที่มาจากสุนัขบ้าน (ที่เลี้ยงในบ้านไม่ได้เป็นฟาร์ม) คือเป็นสุนัขที่เจ้าของเลี้ยงไว้แล้วเกิดคลอดขึ้นมา เขาเลยแบ่งขาย ตรงส่วนนี้ก็อาจจะได้ราคาพิเศษกว่าตามร้านขายทั่วไป หลังจากนั้นก็อย่าลืมสอบถามเรื่องการฉีดวัคซีน และการถ่ายพยาธิ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ หากผู้ขายตอบคำถามไม่ได้ หรือไม่มีใบรับรองเรื่องการฉีดวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสุนัขจากเจ้านั้น แต่ถ้าเป็นสุนัขที่มีเพื่อน หรือคนรู้จักมามอบให้ เราก็สามารถนำไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลสัตว์เองได้ โดยปกติแล้วจะเริ่มทำการฉีดวัคซีนเข็มแรกตอนลูกสุนัขอายุได้ 6-8 สัปดาห์ รายละเอียดเรื่องการฉีดวัคซีนก็มีดังนี้ค่ะ


ก่อนเลี้ยงน้องหมาต้องเตรียม อาหารหมา อย่างไร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/อาหารหมา/

9
วันนี้ ได้รวบรวม 5 เคล็ดลับ วิธีดับกลิ่นห้องน้ำ วิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การที่ห้องน้ำส่งกลิ่นเหม็นก็มีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการอุดตันของท่อ หรืออาจจะเป็นเพราะกลิ่นของเสียของสมาชิกในบ้านค่ะ วิธีดับกลิ่นห้องน้ำ ก็มีด้วยกันหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะใช้สารเคมีดับกลิ่น หรืออาจจะใช้สมุนไพรดับกลิ่นก็ได้เช่นกัน  ว่าแล้วเราไปดูเคล็ดลับที่เรานำมาฝากในวันนี้กันเลยค่ะ

คลีนนิ่งห้องน้ำ

 

ดับกลิ่นห้องน้ำด้วยลูกเหม็น : วิธีนี้เป็นวิธีเบสิคที่ถ้าพูดถึงการดับกลิ่นห้องน้ำ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงวิธีนี้เป็นอันดับแรกๆ เป็นวิธีที่ได้ผลและขั้นตอนการการเตรียมอุปกรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ซื้อลูกเหม็นมา 1 ห่อ นำไปวางไว้บริเวณชักโครก แค่นี้กลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำก็จะหมดไป

สบู่เหลวอาบน้ำเดทตอล : อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ สบู่เดทตอลช่วยขจัดกลิ่นในห้องน้ำได้จริงๆ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเพียงแค่เพื่อนๆ อาบน้ำ และล้างน้ำ น้ำสบู่ที่เรานำมาถูตัวก็จะไหลลงท่อไปช่วยขจัดเชื้อโรค และก็จะมีกลิ่นหอมของสบู่หอมทั่วทั้งห้องเลยค่ะ

ดับกลิ่นชักโครกด้วยเกลือ : คุณสมบัติของเกลือจะขจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็นในห้องน้ำได้ วิธีการก็คือเทเกลือลงไปในน้ำ และราดลงไปที่ชักโครกทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือนานกว่านั้นก็ได้นะคะ  เพียงแค่นี้ห้องกลิ่นเหม็นในห้องน้ำก็จะลดลง

ถ่านหุงต้ม : ถ่านสีดำๆ ที่เราไว้ใช้เป็นฝืนเพื่อจุดไฟนอกจากจะช่วยลดกลิ่นอับในตู้เย็นได้แล้ว ยังสามารถดูดกลิ่นอับในห้องน้ำได้ด้วยนะคะ เพียงแค่คุณนำถ่านใส่ถุงพลาสติกและนำไปวางไว้ในห้องน้ำ ถ่านก็จะดูดกลิ่นอับในห้องน้ำให้หมดไป

ดับกลิ่นห้องน้ำด้วยมะกรูด : การดับกลิ่นห้องน้ำด้วยมะกรูดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผ่ามะกรูดให้เป็นชิ้นๆ แล้วก็นำไปวางไว้ตามชักโครก มะกรูดจะดับกลิ่นเหม็นของปัสสาวะได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ได้เห็นเคล็ดลับ ดับกลิ่นในห้องน้ำ กันไปแล้ว ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาวิธีดับกลิ่นห้องน้ำอยู่ ก็ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้กับบ้านเพื่อนๆ กันดูนะคะ


เคล็ดลับ วิธี กำจัดกลิ่น ห้องน้ำ วิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/วิธีบำบัดน้ำเสีย/

10
ในระบบบ่อเกรอะ บ่อซึมนี้ หัวใจอยู่ที่การระบายน้ำ ในอดีตการซึมอาจมีประสิทธิภาพดี เพราะเนื้อดินมีช่องว่างมาก รวมถึงระดับน้ำใต้ดินต่ำ แต่พอชุมชนมีการเติบโต มีการก่อสร้างมากขึ้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีการถมดิน ซึ่งผลของการถมดินนั้นจะทำให้ดินมีการยุบตัวในแบบ Consolidation คือน้ำหนักดินที่เพิ่มมากดลงบนดินเดิมทำให้ช่องว่างระหว่างเม็ดดินน้อยลง ซึ่งก็หมายถึงอัตราการซึมที่ลดลง ชั้นดินที่หนาขึ้น เมื่อเวลาฝนตกกว่าที่น้ำจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการที่จะซึมลงถึงระดับน้ำใต้ดินที่จุดเดิม จึงเป็นผลให้ระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น ซึ่งทำให้บ่อซึมทำงานได้น้อย และบางกรณีแทนที่จะไหลออก กลับไหลเข้าเพราะระดับน้ำใต้ดินสูงกว่าบ่อซึมก็มีโอกาสที่เป็นไปได้ การตรวจสอบก็ทำโดยการขุดหลุมห่างจากบ่อซึม เพื่อตรวจสอบระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งหากระดับยังต่ำอยู่ ก็ถือว่าโชคดีที่อัตราการซึมที่บ่ออาจน้อย แค่ขุดหลุมกว้างๆ ใส่อิฐหักและทรายลงไป แล้วขุดร่องจากบ่อซึมให้น้ำไหลมาที่ลานซึมได้ก็พอแก้ปัญหาได้ แต่ถเระดับน้ำใต้ดินสูง ก็เหลืออีก 2 วิธี อันแรกก็ต่อท่อจากบ่อซึมเอาน้ำไปทิ้งในท่อระบายน้ำเสียชุมชน กับอีกวิธีนึงที่เหมาะกับผู้มีเงิน คือ ติดไดรโว่ในบ่อซึมเพื่อสูบน้ำออกไปทิ้ง ซึ่งถูกกว่าเรียกรถมาสูบบ่อยๆ ครับ

และส่งท้าย ปัญหาที่ไม่น่าจะเกิด ก็คือท่อระบายอากาศ เวลากดชักโครก น้ำในโถประมาณร่วมสิบลิตร จะไหลลงบ่อเกรอะ การไหลลงมานี้มันจะเพิ่มปริมาตรของน้ำในบ่อเกรอะ ซึ่งจะต้องระบายอากาศที่มีปริมาตรเท่ากันออกไปทางท่อระบาย อากาศ ซึ่งมักเรียกกันว่า ท่อหายใจ ท่อนี้มีหน้าที่ไว้ระบายอากาศ ดังนั้นปลายท่อด้านในบ่อเกรอะ จะต้องอยู่ให้สูงใกล้ๆ ฝาท่อ ไม่ใช่จมน้ำ โดยในช่วงแรกช่างทำไว้ถูกต้อง แต่ตอนมาสูบส้วม คนงานที่ไม่รู้เรื่องหลังจากเจาะฝาเพื่อใส่สายสูบ ตอนปิดฝากลับไม่ใส่ท่อนี้ หรืออาจใส่แต่ตอนที่ปูนยังไม่แห้งดีท่อมันลื่นไหลลงจนปลายจมใต้น้ำ มันก็จะระบายอากาศไม่ได้ กรณีนี้ถ้าเป็นบ้านสองชั้นสังเกตจากเมื่อทิ้งน้ำจากชั้นบน ระดับน้ำในโถชั้นล่างจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับ และอาจมีอาการอากาศปุดออกมาจากโถ ครับ การแก้ไขก้ใส่ท่อระบายนี้เท่านั้นเอง


ส้วมเต็ม กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bciworld.net/

11
ต้องมาเริ่มถามกันก่อนเลยค่ะว่า "ทำไมฝุ่นถึงเยอะ ต้นตอคืออะไร???"
จริงๆแล้วคำตอบมีมากมายมากกว่านี้เยอะค่ะ แต่ที่เราขอโฟกัสจุดหลักๆก่อนเลยก็คือ
- เราเองนี่แหละ ที่เป็นคนนำฝุ่นละอองจากนอกบ้านเข้ามาในบ้านหรือเปล่า? เช่น ในแต่ละวันที่เราเดินทาง เราเจอควันรถมากน้อยแค่ไหน ระหว่างพักเที่ยงออกไปทานข้าว เราเจอควันอะไรบ้าง เป็นต้นค่ะ
- ห้องแต่ละห้องของเราล้วนมีจุดบอดค่ะ หรือจุดที่เราไม่ได้ทำความสะอาด / ละเลย เช่น หลังเตียงนอน บนตู้เสื้อผ้า

เพราะฉะนั้น อาจจะตีความได้ว่า "จุดที่ฝุ่นเยอะที่สุดน่าจะเป็น" มุมอับของห้อง และตามหลังเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

แล้วถามว่า "วิธีจำกัด+ป้องกัน" ทำอย่างไรได้บ้างหละ
- แน่นอนค่ะว่าเราต้องเริ่มจากตัวเราก่อน คือเราต้อง "ขยัน+มีระเบียบวินัย" ในการทำความสะอาดห้องพอสมควร ควรจะเป็นสัก 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือถ้าไม่ค่อยบ่อยก็ 2 ครั้ง/สัปดาห์ค่ะ
- ห้องไม่ควรมีความชื้นนะคะ เพราะว่าเชื้อรา ก็เป็น 1 ในตัวที่ทำให้เราเกิดภูมิแพ้ได้เช่นกันค่ะ เวลาอาบน้ำมาใหม่ๆ ควรเป่าผมให้แห้งก่อนนอนลงบนหมอนนะคะ

.
.
.

ที่นี้เราไปดูกันต่อดีกว่าว่า ทำไมพอมีฝุ่น ไรฝุ่นจึงตามมา


ตัวไรฝุ่น
ที่อยู่ของไรฝุ่น - บอกได้เลยว่า "ที่ไหนที่มีคนและสัตว์" ที่นั่นมีไรฝุ่นแน่นอนค่ะ หากที่ที่เราอาศัยอยู่ มีความอุ่น มีอุณหภูมิความชื้นพอเหมาะที่ระดับ 60 % ที่นั่นคือที่อยู่อาศัยของไรฝุ่น ซึ่งเจ้าตัวไรฝุ่น มักอยู่อาศัยใน ที่นอนทุกชนิด เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบเป็นเส้นใยผ้า พวกพรมปูห้อง / พรมปูพื้น ผ้านวมต่างๆ หมอนทุกเส้นใย ตุ๊กตาตามหัวเตียงและจุดต่างๆในห้อง แม้แต่กระทั่งของเล่นที่ทำจากผ้า เรียกง่ายๆและสรุปง่ายๆเลยคือ "ทุกที่" ค่ะ

.
.
.

ซึ่งจากที่ผ่านๆมา ไม่ค่อยมีคนให้ความรู้อย่างจริงๆจังๆว่า "แล้วเราจะกำจัดเจ้าไรฝุ่นพวกนี้ได้อย่างไร"???
เอาหละ วันนี้เราเลยจะขอนำเสนอแบบไม่อมภูมิ ไม่กั๊ก และวิธีก็แสนจะง๊ายยยยยง่ายและประหยัดสุดๆมาบอก

นั่นก็คือ "แสงแดดธรรมชาติ" นี่แหละค่ะ ... ไปดูขั้นตอนกันเลยดีกว่าว่าเราต้องเริ่มจากจุดไหนกันบ้าง

ขั้นที่ 1 ถอดปลอกหมอนออกก่อน ให้เหลือแต่ตัวที่นอน
- เพื่อช่วยให้แสงแดด UV เข้าไปถึงตัวที่นอนค่ะ


ขั้นที่ 2 ยกที่นอนไปตากแดด
- ปกติแล้ว เจ้าตัวไรฝุ่นไข่จะฝ่อด้วยแสง UV ค่ะ ... ดังนั้นขั้นตอนแรกที่เราแนะนำเลย ยกที่นอนนุ่น ของคุณออกไปตากแดดสักประมาณ 1 ชั่วโมง / ด้าน ... หากใครที่ใช้ที่นอนนุ่นอยู่ อย่าไปคิดว่าที่นอนจะหนักนะคะ เพราะว่าถ้าเป็นนุ่นใหม่ ตัวที่นอนจะเบากว่าที่คิดไว้นิดนึง ผู้หญิงตัวคนเดียวก็ยกได้

ขั้นที่ 3 ดูดฝุ่นออกจากตัวที่นอนนุ่น / ใช้ไม้ตีหรือตบตัวที่นอนนุ่นก็ได้ค่ะ
- ขั้นตอนนี้เราจะแนะนำให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นนะคะ แต่หากใครไม่มีจริงๆก็ใช้ด้ามไม้กวาดเพราะว่าแข็งแรงพอที่จะตีๆเคาะๆที่นอนของเราได้ง่ายๆ ไข่ที่ฝ่อ มูล และตัวไรฝุ่นที่ตายจากแสงแดด จะออกจากที่นอนของเราไปในขั้นตอนนี้แหละค่ะ

ขั้นที่ 4 ทำทวนขั้นที่ 2 และ 3 สัก 2-3 รอบจะดีมากค่ะ


ทำไมฝุ่นถึงเยอะ ต้นตอคืออะไร?? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

12
SDS (Sudden Death Syndrome) เป็นข้อผิดพลาดที่เลวร้ายมากซึ่งถูกฆ่าจำนวนมากมาร์ทโฟนซัมซุงกาแล็กซี่ แต่สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดนี้และสิ่งที่ไม่ได้ทำอย่างไร ดีทุกอย่างเริ่มต้นด้วยชิปหน่วยความจำของซัมซุงกาแล็กซี่มาร์ทโฟน หากคุณชิปกาแลคซีได้รับความเสียหายคุณจะหายไปหรืออื่น ๆ ที่คุณมีความปลอดภัย โทรศัพท์ของคุณเริ่มต้นที่จะแขวนหรือรีสตาร์ทตัวเอง 4-5 ครั้งของวัน

ซัมซุง S8 และ S8 ขอบเป็นสองข้อเสนอล่าสุดจากซัมซุง มันได้กลายเป็นที่แน่นอนแล้วว่าการพูดคุยในปัจจุบันของเมืองและได้รับความอุดมสมบูรณ์ของแฟน ๆ ทั่วโลก ถ้าคุณยังเป็นเจ้าของความภาคภูมิใจของซัม S8 แล้วคุณควรเริ่มต้นด้วยการตั้งค่าอุปกรณ์ของคุณ เพื่อที่จะทำเช่นนั้นคุณจะต้องถ่ายโอนข้อมูลจากซัมซุงกาแล็กซี่ S8 หากคุณเป็นเจ้าของอุปกรณ์ซัมซุงเก่าและต้องการที่จะถ่ายโอนข้อมูลในการซื้อใหม่ของซัมซุง S8 แล้วคุณได้มาถึงสถานที่ที่เหมาะสม ในบทความนี้เราจะสอนวิธีการถ่ายโอนเก่าซัมซุงกาแล็กซี่ S8 ในสองวิธีที่แตกต่างกัน

ส่วนที่ 1: การถ่ายโอนข้อมูลเพื่อ Samsung S8 / S8 ขอบผ่านทางซัมซุงสมาร์ทสวิทช์
สมาร์ทสวิทช์เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการถ่ายโอนรายชื่อซัมซุง Samsung Galaxy S8 นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ซอฟต์แวร์ในการถ่ายโอนข้อมูลประเภทอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี มีวิธีการที่แตกต่างกันในการใช้สมาร์ทสวิทช์มี คุณสามารถใช้แอป Android และถ่ายโอนเนื้อหาจากโทรศัพท์เครื่องหนึ่งไปยังอีกทั้งแบบไร้สายหรือในขณะที่เชื่อมต่อไปยังสาย USB นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์เฉพาะสำหรับ Windows รวมถึง Mac ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์เฉพาะทางด้านขวาที่นี่

จะเป็นการดีที่สมาร์ทสวิทช์ได้รับการออกแบบโดยซัมซุงที่จะทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับผู้ใช้ที่จะโยกย้ายจากโทรศัพท์เครื่องเก่าของพวกเขาไปยังอุปกรณ์ซัมซุงของพวกเขาเพิ่งซื้อ หากคุณต้องการที่จะโอนเก่าซัมซุงกาแล็กซี่ S8 แล้วคุณสามารถใช้แอป Android และทำเช่นเดียวกันในเวลาน้อย การทำเช่นนั้นคุณจะต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้

1. ดาวน์โหลดแอปบนอุปกรณ์ทั้งจากหน้าร้านเล่นของตนที่ถูกต้องที่นี่ เปิดตัวแอปบนอุปกรณ์ตัวแรกและเลือกโหมดของการถ่ายโอน คุณสามารถถ่ายโอนข้อมูลจากซัมซุงกาแล็กซี่ S8 แบบไร้สายหรือโดยใช้ขั้วต่อ USB

2. เลือกชนิดของอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งที่คุณมี ในกรณีนี้มันจะเป็น (Android) โทรศัพท์ซัมซุง

3. นอกจากนี้เลือกอุปกรณ์ที่ได้รับเช่นกันซึ่งก็จะเป็นอุปกรณ์ซัมซุง เมื่อคุณทำเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน

4. การแข่งขัน PIN บนอุปกรณ์ทั้งเพื่อสร้างเชื่อมต่อที่ปลอดภัยก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนการโอน

5. ตอนนี้คุณก็สามารถเลือกชนิดของข้อมูลที่คุณต้องการถ่ายโอน เป็นการดีที่คุณสามารถถ่ายโอนรายชื่อซัมซุง Samsung Galaxy S8 หรือคุณสามารถต้องการโอนทุกอย่างอื่นได้เป็นอย่างดี มันขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ

6. หลังจากการทำให้แน่ใจว่าคุณได้เลือกข้อมูลที่จำเป็นแตะที่ปุ่ม Finish นี้จะเริ่มต้นขั้นตอนการโอนโดยอัตโนมัติ

7. สิ่งที่คุณได้ทำคือการรอสักครู่เป็น S8 ใหม่ของคุณจะเริ่มได้รับข้อมูลจากโทรศัพท์ซัมซุงเก่าของคุณ

8. โปรแกรมจะแจ้งให้คุณทราบทันทีที่กระบวนการถ่ายโอนจะได้รับการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้คุณสามารถยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ของคุณและใช้งานได้ตามความต้องการของคุณ

ส่วนที่ 2: การโอนทุกอย่างเพื่อให้ซัมซุง S8 / S8 ขอบผ่าน dr.fone เครื่องมือ
บางครั้งการใช้สมาร์ทสวิทช์อาจจะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าเบื่อในบางครั้ง หากคุณกำลังมองหาทางเลือกแล้วคุณสามารถให้ dr.fone เครื่องมือของการสำรองข้อมูล Android ข้อมูลและ Restoreลอง ซึ่งแตกต่างจากสมาร์ทสวิทช์นี้สามารถใช้ในการสำรองข้อมูลให้สมบูรณ์ของข้อมูลของคุณเช่นรายชื่อ, ข้อความ, ประวัติการโทร, gallary, วิดีโอ, ปฏิทิน, เสียง, และการใช้งานอื่น ๆ ต่อมาคุณก็สามารถเรียกคืนข้อมูลนี้เพื่อคุณใหม่ ซื้อซัมซุง S8 เสียงสะดวกสวยใช่มั้ย?

เครื่องมือ dr.fone – สำรองข้อมูลและ Android resotre
มีความยืดหยุ่นการสำรองข้อมูลและเรียกคืนข้อมูล Android

ข้อมูล Android สำรองการคัดเลือกไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยคลิกเดียว
ดูตัวอย่างและเรียกคืนสำรองข้อมูลไปยังอุปกรณ์ Android ใด ๆ
รองรับ 8000 + อุปกรณ์ Android
ไม่มีข้อมูลสูญหายในระหว่างการสำรองข้อมูล, การส่งออกหรือเรียกคืนคือ


วิธีการแก้ไข ซ่อมมือถือ SAMSUNG GALAXY เสียชีวิตอย่างกะทันหัน: หน้าจอสีดำแห่งความตาย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=sYntSJn61LM

13
การดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับที่นอน เพราะที่นอนเป็นที่ๆเราต้องใช้เวลาอยู่กับมัน 1ใน3 ของชีวิตเลยทีเดียว เราจึงควรใส่ใจและดูแลมันอย่างสม่ำเสมอ วันนี้จะเอา 4 วิธีกําจัดไรฝุ่นบนที่นอนง่ายๆ และ4 เคล็ดลับการรักษาความสะอาดภายในบ้าน มาแชร์กันค่ะ

4 วิธีกำจัดไรฝุ่นบนที่นอน

วิธีแรกในการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอน
เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน อย่างสม่ำเสมอ
ผ้าปูที่นอนเป็นด่านแรกของฝุ่นและเจ้าตัวไรฝุ่น การที่เราใช้ผ้าปูที่นอนคลุมที่นอนไว้เป็นเรื่องดีในการป้องกันรักษาความสะอาดที่นอน แต่ผ้าปูที่ไม่ได้เปลี่ยนนานๆเป็นตัวการสำคัญของการสะสมของฝุ่นและอาหารของไรฝุ่น โดยทั่วไปมนุษย์มีการผลัดเซลล์ผิว เหงื่อไคล รังแค จากตัวเรา ตลอดเวลา ยิ่งเราไม่ได้ทำความสะอาดผ้าปูนานเท่าไหร่ ยิ่งมีสิ่งสกปรกและอาหารของไรฝุ่นเยอะมากขึ้นเท่านั้น!

วิธีที่สองในการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอน
นำหมอนหนุน หมอนข้าง หรือที่นอน ไปตากแดดบ้าง
ควรนำหมอนหนุน หมอนข้าง ที่เราใช้ ไปตากแดดเป็นประจำ เพราะแสงแดด มีรังสีในการฆ่าเชื้อโรคและเชื้อราให้ตาย และความร้อนจากแสงแดดยังช่วย ให้ไข่ของไรฝุ่นเจริญเติบโตต่อไม่ได้ เป็นอีกวิธีนึงที่ช่วยลดปริมาณของไรฝุ่นลงได้เป็นอย่างดี สำหรับบ้านที่มีพื้นที่ ควรนำที่นอนออกไปตากแดดด้วย

วิธีที่สามในการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอน
ใช้หวายหรือไม้ ตบทำความสะอาด
นอกจากนำไปตากแดดแล้ว ควรหาหวาย หรือไม้ขนาดพอดีมือ ตีหมอน และที่นอนระหว่างตากแดดด้วย การตากแดดอย่างเดียวอาจทำให้เชื้อโรคตาย และไข่ของไรฝุ่นฟ่อ แต่การที่จะทำให้ไรฝุ่น และสิ่งปฏิกูลของมัน(มูล ศากศพ ตัวไรฝุ่น) ออกไปได้ ต้องหาเครื่องมือที่สามารถตีหรือทุบ ฝุ่นและสิ่งต่างๆที่อยู่ในหมอนและที่นอนเรา ออกมาได้

วิธีที่สี่ในการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอน
ใช้เครื่องดูดไรฝุ่นหรือกำจัดไรฝุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง
การใช้เครื่องมือกำจัดไรฝุ่น เป็นอีกหนึ่งวิธีกำจัดไรฝุ่นด้วยตัวเอง ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในทุกวิธีที่กล่าวมา แต่ต้องแลกมากลับค่าใช้จ่ายและเวลา มหาศาลเช่นกัน เพราะเครื่องกำจัดไรฝุ่นบนที่นอนได้ดี นั้นจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่สูงมาก

4 เคล็ดลับป้องกันฝุ่นและจำกัดฝุ่นในบ้าน

วิธีแรก: หลีกเลี่ยง “พรม” ในห้องนอน
พรม มีประโยขน์ในเรื่องการกักเก็บฝุ่นได้ดี แต่ควรนำไปใช้ หน้าบ้าน เผื่อไม่ให้ฝุ่นติดเข้ามาภายในบ้าน แต่เมื่อนำมาใช้ในห้องนอน ไม่ว่าจะผืนใหญ่ ผืนเล็ก ก็กลับกลายเป็นที่ที่สะสมฝุ่น และฝุ่นที่สะสมอยู่ในพรม ก็มีโอกาสที่จะฟุ้งกระจายอยู่ในห้องเรา ทำให้เราต้องหายใจเอาฝุ่นเอาเชื้อโรคเข้าไป

วิธีที่สอง: หลีกเลี่ยงการนำของเข้ามาในห้องนอนเยอะๆ
ควรหลีกเลี่ยงการนำของเข้ามาไว้ในห้องนอนเยอะๆ โดยเฉพาะบนที่นอน ไม่ควรมีสิ่งของที่เป็นที่สะสมฝุ่น อย่างเช่นตุ๊กตา นอกเหนือจากนั้นควรเอาของที่ไม่จำเป็นออกจากห้องนอนให้ได้มากที่สุด อย่างเช่น หมอน ที่เราไม่ได้ใช้ หรืออุปกรณ์อิเลคโทนิคต่างๆที่ไม่ได้ใช้แล้ว ยิ่งเก็บนาน ยิ่งกลายเป็นที่สะสมฝุ่นได้ดี

วิธีที่สาม: อากาศภายในห้องควรถ่ายเทอย่างสม่ำเสมอ
หลายๆคนมัก ปิดประตู ปิดหน้าต่างให้แน่นสนิท แต่หารู้ไม่ว่า วิธีนี้กลับทำให้ในห้องอากาศไม่ถ่ายเท และทำให้มีความชื้นสูง เชื้อโรคและไรฝุ่น ยิ่งเจริญเติบโตได้ดี ควรจะเปิดให้ภายในห้องนอน มีอากาศถ่ายเท และแสงแดดเข้าจะดีกว่า เว้นแต่บ้านที่ติดถนนใหญ่ หรือติดบริเวณที่มีฝุ่นปริมาณมาก ควรจะหลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างให้ลมเข้า

วิธีที่สี่: ใช้เครื่องฟอกอากาศเพื่อลดปริมาณและกำจัดฝุ่นในห้องนอน
การใช้เครื่องฟอกอากาศเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการลดปริมาณฝุ่นและกำจัดฝุ่นในห้องนอนให้ลดน้อยลง แต่ควรเปิดไว้ตลอดเวลา มิใช่แค่ก่อนนอนเท่านั้น เพราะอากาศมีการหมุนเวียนตลอดเวลา การใช้เครื่องฟอกอากาศช่วยลดปริมาณฝุ่นและเชื้อโรคภายในห้องนอนได้จริง แต่สิ่งที่ต้องพึงระวัง ต้องแลกกับ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไส้กรองทุกๆ 6เดือนหรือ1ปี ครั้งละหลักหลายพันบาท เพราะถ้าเราไม่หมั่นเปลี่ยนไส้กรอง เครื่องฟอกอากาศซึ่งทำหน้าที่ทำอากาศให้สะอาด อาจกลายเป็นเครื่องปล่อยฝุ่นและเชื้อโรคที่อันตรายแทน


วิธีกําจัด ไรฝุ่น ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

14
หากคุณเข้าเว็บต่างๆ แล้วเจอป๊อปอัพขึ้นมาแจ้งเตือนบ่อยๆว่า “เครื่องติดไวรัส” ต้องทำตามคำแนะนำด้วยการลงแอพ ..เจอแบบนี้เครื่องอาจติดไวรัส แต่ถ้าไปลงแอพตามที่มันบอก นอกจากไวรัสจะไม่หายแล้ว เครื่องคุณอาจได้รับความเสียหายร้ายแรงกว่าเดิม

การแก้ปัญหาเบื้องต้น ลองหา Anti Virus จาก Play Store มาลงเครื่อง และทำการล้างข้อมูลบนเว็บเบราว์เซอร์ที่คุณใช้

นี่คือตัวอย่างการแจ้งเตือนว่าเครื่องติดไวรัส ถ้าคุณเข้าเว็บ 18+ เจอหน้านี้เด้งขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเข้าเว็บนี้ (maahalai.com) แล้วเจอหน้าแบบนี้เด้งขึ้นมา แสดงว่าเครื่องกำลังติดไวรัส

วิธีแก้ขั้นพื้นฐาน

1. ปิดแอพที่ทำงานค้างอยู่ทั้งหมด (ปิดมัลติทาสก์)

2. เข้าเมนู การตั้งค่า > แอพพลิเคชัน

3. กดเลือกเว็บเบราว์เซอร์ ที่คุณใช้อยู่ เช่น Chrome

4. กด ล้างข้อมูล และ ล้างแคช

ทีนี้ก็ลองเข้าเว็บต่างๆ ดูว่ายังมีแจ้งเตือนไวรัสอยู่ไหม ..แต่ขอย้ำว่าถ้าคุณเข้าเว็บ 18+ การมีแจ้งเตือนไวรัสถือเป็นเรื่องปกติ แต่อย่าไปเชื่อไม่ต้องไปทำตามมัน


ซ่อมมือถือ วิธีแก้ปัญหา มือถือ Android เข้าเว็บ แล้วถูกแจ้งว่าติดไวรัสอยู่บ่อยๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=sYntSJn61LM

หน้า: [1] 2 3 4
SimplePortal 2.3.5 © 2008-2012, SimplePortal