แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - a-mara

หน้า: [1]
1
ข่าวสาร Almera / First Drive NEW NISSAN ALMERA
« เมื่อ: 26ธ.ค.2011, 13:04:57 »
highlight
 เขียนโดย เตมีย์ ลิ้มตระกูล     
 วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 18:12 น.

หลังจากทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดจำหน่ายขายกันสนุกในงาน Motor Expo 2011 เมื่อต้นเดือน ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่ารถยนต์อีโค คาร์ ทั้ง 2 รุ่น กวาดยอดจองเป็นพระเอกในงาน โดยทั้งนิสสันอัลเมร่าและนิสสันมาร์ช มียอดจองรวมกันมากกว่า 3,800 คันและยอดจองรวมทุกรุ่นถึง 4,711 คัน จากตัวเลขดังกล่าวพอจะเป็นตัวชีวัดได้ว่า เทรนการเลือกใช้รถยนต์อีโค คาร์ ของคนไทยกำลังมา…

ในตลาดรถยนต์บ้านเราวันนี้ รถยนต์ประเภท อีโค คาร์ มีออกมาให้เลือกใช้กันไม่กี่ค่าย คือนิสสัน ที่กำลังกล่าวถึง กับ ฮอนด้า บริโอ้  โดยภาพแรกที่คนไทยได้รู้จักรถยนต์ประเภทนี้จะเด่นชัดในเรื่องของขนาดตัวถังที่ต้องเล็กกะทัดรัดวัดรอบเอวได้ไม่มากนัก จำกัดไว้ใช้ไปจ่ายกับข้าว อีกทั้งเครื่องยนต์ต้องมีปริมาตรความจุกระบอกสูบ จุ๋มจิ๋ม ไม่ใหญ่โตเพราะจะได้ไม่บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก็ไม่ผิดที่ผู้ใช้รถจะคิดอย่างนั้นเพราะมันก็เป็นเรื่องจริง อีกทั้งผู้จำหน่ายหรือค่ายรถยนต์ก็ต้องการบอกกล่าวกับลูกค้าแบบนั้น แต่กับทีมวิศวกรผู้ผลิตคิดเยอะกว่านั้นหลายสิ่งนัก แต่ไม่ค่อยมีโอกาสออกมาบอกกล่าวเล่าความไฮเทคฯ ของเทคโนโลยีของรถ อีโค คาร์ที่พวกเขาผลิต

การสื่อสารจากผู้ขายสู่ปลายทางผู้บริโภค กรอกข้อมูลถูกบ้างผิดบ้าง ทำให้ภาพลักษณ์ทั้งของตัวรถและผู้ที่เลือกใช้ รถยนต์ อีโค คาร์  กลายเป็นกลุ่มคนเบี้ยน้อยหอยน้อยไม่ค่อยมีตังค์  ต้องนังรถคันเล็กสมรรถนะต่ำ ทั้งที่ระบบระเบียบการจัดการกับน้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ อีโค คาร์ ได้รับการพัฒนาไปไกลจนใกล้กับเทคโนโลยี “ไฮบริด”เสียด้วยซ้ำ  ไม่ต้องสงสัย ใกล้จริงๆ อยากรู้ใช้มั๊ย เปิดประตูเข้ามานั่งข้างๆ หรืออยากจะนั่งกว้างๆสบายๆก็เชิญได้ที่เบาะหลัง ของ NISSAN ALMERA คันนี้แล้วจะเล่าให้ฟัง



ระบบที่ว่านี้ ทางนิสสันตั้งชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Idling Stop แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ระบบหยุดการเดินเบา” อธิบายการทำงาน ง่ายๆว่า ระบบ Idling Stop คือระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการ ดับ หรือ ติด(สตาร์ท) เครื่องยนต์ขณะที่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ(รอบเดินเบา) อัตโนมัติ ฟังแล้วยัง งงๆใช่มั๊ย? คงต้องเท้าความกันตั้งแต่ลักษณะอาการ “รอบเดินเบา”ของเครื่องยนต์ ตามหลักการทำงานของเครื่องยนต์ เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งแรกของวัน(อาจเป็นตอนเช้าของทุกวัน) เมื่อเครื่องยนต์ถูกสตาร์ทติดรอบเครื่องยนต์จะทำงานในรอบต่ำ ประมาณ 800 รอบต่อนาที(อาจมากกว่านี้เมื่อเครื่องยนต์อยู่ในช่วงอุ่นเครื่องยนต์ในตอนแรก) รอบเครื่องยนต์ที่เรียกว่ารอบเดินเบา ราว 800 รอบต่อนาทีนี้ เปรียบเสมือนรอบเครื่องยนต์เตรียมพร้อมรับการสั่งการจากผู้ขับผ่านการกดคันเร่ง ที่ทำงานผสานกับระบบส่งกำลังหรือระบบเกียร์ก่อนจะลงสู้ล้อขับเคลื่อนทั้ง สองล้อ

ความจำเป็นของการทำงานของเครื่องยนต์ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำจะว่าไปแล้วคือทำให้ผู้ขับทราบว่าเครื่องยนต์ติดแล้วและพร้อมทำงาน เป็นโหมดเตรียมพร้อม ในการใช้งานรถยนต์ตามปกติ เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ จนเครื่องยนต์อุ่นพร้อมทำงานรอบเครื่องยนต์จะอยู่ในช่วง “รอบเดินเบา” จนกว่าผู้ขับจะเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งเครื่องยนต์ก็จะเพิ่มขึ้นตามจังหวะเกียร์และการเหยียบคันเร่ง ซึ่งตลอดการใช้งานรถยนต์ตราบใดที่ล้อยังหมุนเครื่องยนต์ไม่มีโอกาสได้ใช้รอบเดินเบาเลย จนกว่า รถยนต์จะจอดสนิท ล้อไม่มีการหมุน เครื่องยนต์ก็จะกลับมาอยู่ช่วงเตรียมพร้อมทำงานหรืออยู่ในช่วงใช้ความเร็วรอบต่ำ หรือรอบเดินเบา อาจพูดง่ายๆว่ารอบเดินเบาของเครื่องยนต์จะเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์หยุดนิ่งไม่ได้เคลื่อนที่ นั้นหมายความว่าเครื่องยนต์ในสภาวะรอบเดินเบา ไม่ได้สร้างประโยชน์ใดเลย ไม่ได้ทำให้รถเคลื่อนที่สร้างระยะทางนอกจากเตรียมพร้อมรอคำสั่ง  โดยที่ยังเผาไหม้ น้ำมันเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์

จากความไร้ประโยชน์ของรอบเดินเบาของเครื่องยนต์ข้างต้น วิศวกรของนิสสันจึงคิดหาวิธีจัดการกับการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ของการทำงานของเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา ก็ในเมื่อมันเปล่าประโยชน์ ก็ไม่ต้องให้เครื่องยนต์ทำงานในรอบเดินเบาขณะจอด ก็คือดับเครื่องยนต์ซะ จะได้ไม่เปลือง แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่เมื่อพร้อมจะให้ล้อหมุนเดินทางต่อ หลักการง่ายๆแค่นี้แหละที่เป็นต้นทางความคิดของระบบ Idling Stop

หากยังไม่เห็นภาพจะขยายความให้ฟัง ว่ามีนายขี้เหนียว(สมชื่อ)และภรรยา ในทุกๆเช้าจะขับรถคู่ใจออกจากบ้านไปทำงานเมื่อถึงปากซอย จะต้องรอเลี้ยวขวาออกถนนใหญ่ที่มีการจราจรคับซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้เลี้ยว นายขี้เหนียวจึงดับเครื่องยนต์รอรถโล่ง พอได้จังหวะก็สตาร์ทเครื่องยนต์เข้าเกียร์เลี้ยวขวาเดินทางต่อ   และทุกครั้งที่รถต้องจอดติดไฟแดงนายขี้เหนียวก็จะทำแบบนี้ทุกครั้งไป ไม่ว่าจะติดกี่ไฟแดง ซึ่งพฤติกรรมการใช้รถของนายขี้เหนียวสร้างความไม่พอใจแก่ภรรยาที่นั่งข้างๆเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นทะเลาะกันบ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่นายขี้เหนียวดับเครื่องยนต์เมื่อจอดรถรอการจราจร หรือจอดรอสัญญาณไฟ ระบบปรับอากาศในรถ ระบบปั๊มลมเบรก ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ และอื่นๆก็จะดับตามไปด้วย จนภรรยานายขี้เหนียวอดสงสัยไม่ได้ว่ามันคุ้มกันเหรอกับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่แลกด้วยความสะดวกสบายและความปลอดภัย 



นิทานเรื่องนี้พยายามจะบอกว่า หลักการการประหยัดน้ำมันเชื่อเพลิงแบบนี้มีคนนำมาใช้กันตั้งนานแล้ว แต่ไม่ใช้เรื่องที่ถูกต้องนักเพราะ เมื่อดับเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมระบบปรับอากาศ ระบบช่วยผ่อนแรงต่างๆในรถยนต์ก็จะดับตามไปด้วย ร่วมถึงการสึกหรอที่จะเกิดขึ้นกับระบบของวงจรสตาร์ทและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ต้องติดๆดับๆบ่อยๆ

แต่สำหรับระบบ Idling Stop  ของนิสสันที่มีใน NISSAN ALMERA แม้หลักการโดยรวมจะเป็นการ ควบคุมการ ดับ หรือ ติด(สตาร์ท) เครื่องยนต์ขณะที่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ(รอบเดินเบา) อัตโนมัติ เพื่อที่จะลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อเครื่องยนต์ไม่ได้สร้างประโยชน์ โดยขณะที่ระบบ Idling Stop  ทำงาน(เครื่องยนต์ดับ) ระบบไฟฟ้าต่างต่างในรถจะยังคงทำงานตามปกติ โดยอุปกรณ์ที่ใช้รองรับการจ่ายพลังงานคือแบตเตอร์รี่ ชนิดพิเศษซึ่งออกแบบมาเฉพาะกับรถยนต์ที่มีระบบ

Idling Stop  โดยเฉพาะ กล่าวคือเมื่อใดที่เครื่องยนต์ดับเนื่องจากจอดนิ่ง แบตเตอร์รี่จะเป็นแหล่งจ่ายพลังงานไปเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถทั้งคัน ส่วนข้อสังเกตที่ว่าการสึกหรอจะเกิดขึ้นมากจากการติดๆดับๆ ก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะขณะเครื่องยนต์ดับตำแหน่งลูกสูบจะขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งศูนย์ตายบนที่พร้อมจะโดนผลักลงจากการจุดระเบิดสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งใหม่รออยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าระบบ Idling Stop ทำหน้าที่ ควบคุมการ ดับ หรือ ติด (สตาร์ท) เครื่องยนต์ขณะที่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ(รอบเดินเบา) อัตโนมัติ นั้นเป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นการทำงานของรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฮบริด (เครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า)

เพราะเมื่อ ระบบ Idling Stop   ทำงานเครื่องยนต์ ดับ แบตเตอรี่จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานแทน ซึ่งเหมือนกับรถยนต์ไฮบริด ทั่วไป เพียงแต่แบตเตอรี่ ที่ใช้กับระบบ Idling Stop  ของม  NISSAN ALMERA นั้นไม่ได้แพงและมีขนาดใหญ่ไฮเทคโนโลยีเท่าแบตเตอรี่ของรถยนต์ ไฮบริด เท่านั้นเอง คิดขำๆถ้า NISSAN ALMERA  มีแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน เป็นตัวเก็บพลังงานไว้จ่ายไฟแล้วทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 3 สูบ 1200 ซี.ซี. มันคงใช้ขับเคลื่อน NISSAN ALMERA  คันนี้ในรูปแบบ ไฮบริดได้สบาย เห็นมั๊ยว่า NISSAN ALMERA  คันนี้ก็มีเทคโนโลยีที่เข้าใกล้ไฮบริดอยู่ไม่น้อย หวังว่าคงได้รับความกระจ่างและทำความเข้าใจกันใหม่นะขอรับ จบเปล่าสำหรับเทคโนโลยีที่มีในรถ อีโค คาร์ ของนิสสัน



ในส่วนของข้อแม้ตลอดจนกฎกติกาการทำงานของระบบ Idling Stop จะมีดังนี้

ระบบ Idling Stop จะทำงานในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1.การทำงานของระบบ Idling Stop จะไม่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของระบบปรับอากาศ คือจะทำงานตลอด แม้ปิดระบบปรับอากาศหรือสวิทช์ A/C on

2.หากต้องการยกเลิกระบบ Idling Stop ให้กดสวิทช์ปิดการทำงาน (ระบบจะทำการ Reset และระบบจะพร้อมกลับมาทำงานทุกครั้งที่สตาร์ทรถ)

3.ในกรณีที่กดสวิทช์ยกเลิกการทำงานระบบ Idling Stop จะไม่มีผลกับการใช้งานสวิทช์ A/C on

4.ระบบ Idling Stop จะยังคงทำงานแม้กดสวิทช์ใช้งานไล่ฝ้า

5.ระบบ Idling Stop จะทำงานเร็วมาก (ภายใน 2-5 วินาที) ขึ้นอยู่กับกระแสไฟของแบตเตอรี่

6เครื่องยนต์จะทำงานทันทีที่ระบบ Idling Stop สั่งให้เครื่องยนต์ดับประมาณ 175 วินาที

7.เครื่องยนต์จะทำการสตาร์ทเองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาประมาณ 5 วินาที หลังจากผู้ขับปล่อยเท้าจากแป้นเบรก

ระบบ Idling Stop จะไม่ทำงานในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            1.เมื่อจอดรถอยู่บนพื้นผิวถนนที่มีความลาดเอียง มากกว่า 3 %(หรือประมาณ 1.7           องศา)

            2.เมื่ออุณหภูมิน้ำหล่อเย็นยังไม่อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 45-110 องศาเซลเซียส

            3.น้ำมันเกียร์ไม่อยู่ในช่วงอุณหภูมิ 20-110 องศาเซลเซียส

4.ไฟในแบตเตอรี่ตก

5.ก่อนใช้งานระบบ Idling Stop ต้องขับรถให้มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใชเวลาประมาณ 2 นาที

            6.ความเร็วของรถต้องไม่ต่ำกว่า 8 กิโลเมตร/ชั่วโมง

            7.เมื่อเปิดฝากระโปรงรถ

            8.อุณหภูมิน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ไม่ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส

            9.อุณหภูมิอากาศ (ที่เซ็นเซอร์ตรวจวัดอากาศ) ต้องมากกว่า 205 องศาเซลเซียส

            10.เมื่อไม่มีเซ็นวัดแรงกดอากาศ กรณีที่ใช้รถบนที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 2000 เมตร



มาต่อกันด้วยเรื่องจุดขายในความกว้างขวางของ NISSAN ALMERA รถยนต์ อีโค คาร์ 4 ประตูคันแรกในประเทศไทย จากที่ได้สัมผัสและทดลองขับ จุดเด่นในเรื่องความกว้างต้องยอมรับโดยเฉพาะกับที่นั่งด้านหลัง สะดวกสบายเกินราคา แต่ที่น่าห่วงคือ เมื่อตัวถังมีความกว้างและใหญ่ขึ้นแต่เครื่องยนต์ที่ใช้ยังเป็นเครื่องยนต์ลูกเดียวกันกับที่ใช้ในนิสสัน มาร์ช  มันจะไหวเหรอ เครื่องยนต์รหัส HR12DE 3 สูบแถวเรียง DOHC 12V CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์มัลติพอยท์ (ECCS) 32 bit 79 แรงม้ามาครบที่ 6000 รอบ ต่อนาที  หากจะบอกว่าเครื่องยนต์เล็กก็คงพูดได้แต่ขนาดความจุและจำนวนลูกสูบที่ไม่มากไม่ได้หมายความว่าสมรรถนะมันจะเล็กตามไปด้วย เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้เครื่องยนต์มีขนาดเล็กลงแต่ยังคงสมรรถนะใหญ่โตไว้ได้ ไม่เชื้อลองไปดูสเปครถยนต์ไฮบริดดูสิ ล้วนแต่ใช้เครื่องยนต์ลูกเล็กแต่ประสิทธิภาพสูงทั้งนั้น จะว่าไปแล้วเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบลูกนี้น่าจะมีการพัฒนานำไปไว้ใต้ฝากระโปรงรถยนต์ไฮบริดของนิสสันได้สบาย

           

            จากที่ได้ทดลองขับ เส้นทาง กรุงเทพ – ปราณบุรี เครื่องยนต์ 3 สูบ 1200 ซี.ซี. ของ  NISSAN ALMERA ไม่ได้ทำให้รู้สึก ถึงขนาดอึดอัดกับอัตราเร่ง และไม่ต้องถึงกับเค้นพลังเพื่อลากตัวถังหนักเฉลี่ย 1000 กิโลกรัม มันไปแบบสบายๆ ไม่เป็นรองรถยนต์นั่ง พลังเครื่องยนต์ 1500 ซี.ซี. จนเห็นได้ชัด ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในบ้างช่วงจราจร เฉียด 170 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทางบนถนนโล่งๆ 140 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ไม่มีเหงื่อออกมือให้เห็น แต่ความเร็วที่เหมาะสมกับการเดินทางอยู่ที่ 120 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จะกำลังดีในเรื่องของอัตราการสิ้นเปลือง เมื่อทำงานคู้กับระบบเกียร์ XTRONIC CVT 5 สปีด

            ในด้านของการทรงตัวและบังคับควบคุมรถ ที่มีช่วงล่างหน้าแบบ แบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง ทอร์ชันบีม  พร้อมเหล็กกันโคลง เอาอยู่สำหรับการเดินทางไกลใช้ความเร็วอย่างที่กล่าวข้างต้น ไปได้ไม่ขี้เหล่ แต่มีอาการอยู่บ้างเพราะ NISSAN ALMERA ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับการงานใช้ในเมืองซึ่งจะเหมาะสุดเพราะจะเน้นและเห็นประสิทธิภาพความประยัดตัดการทำงานของเครื่องยนต์ที่เปล่าประโยชน์ของระบบ Idling Stop



ในส่วนของ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุคุณภาพกลางๆค่อนข้างไปทางบวกเมื่อเทียบกับราคาที่เริ่มต้นตั้งแต่ 429,000 บาท จนถึงรุ่นสูงสุด 599,000 บาท ที่ให้ไปทางบวกเพราะ NISSAN ALMERA เป็นรถยนต์ในโครงการ อีโค คาร์ ได้รับการลดหย่อนภาษีในอัตราพิเศษ จึงทำให้สามารถขายได้ในราคาที่ต่ำ เลิกเข้าใจผิดกันได้แล้วว่า รถอีโค คาร์ เป็นรถราคา ถูก มาตรฐานต่ำ  ตรงกันข้าง รถยนต์ อีโค คาร์ คือรถยนต์ที่ รัฐบาลให้การสนับสนุนบริษัทรถยนต์ให้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใส่ในรถยนต์ที่จะทำออกขายในโครงการนี้(ตัวอย่างเช่นเทคโนโลยี ระบบ Idling Stop ที่กล่าวไปช่วงต้น)  และยินดีลดหย่อยการเก็บภาษี เป็นการจูงใจให้ผลิตออกจำหน่ายให้ได้มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด รวมถึงตามราคาที่กำหนดอีกด้วย เอาเป็นว่า ใครที่เลือกใช้รถยนต์  NISSAN ALMERA อีโค คาร์ คันนี้ จะได้ใช้เทคโนโลยีไฮเทค Idling Stop เทคโนโลยีอากาศสะอาด Pure Drive  เซฟทั้งเงินในกระเป๋าและได้แสดงออกว่าพวกเราก็รักโลก หล่อซะไม่มี หรือไม่จริง?
ที่มา http://www.incarsmagazine.com/index.php/highlight/first-drive-new-nissan-almera.html

2
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=qL-NCEqiczA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=qL-NCEqiczA</a>

3
  หนุ่มพนง.บริษัทแห่งหนึ่งเข้าร้องเรียนสื่อ ซื้อรถยนต์ยี่ห้อมาสด้าป้ายแดง พบมีปัญหาเป็นรอยขีดข่วนบริเวณฝากระโปรง ส่งกลับศูนย์แก้ไข ออกมากลับมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น เจ้าของขอเปลี่ยนคัน หรือคืนเงิน บ.ชื่อดังปฏิเสธอ้างเหตุไม่มีปัญหาที่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ยื่นข้อเสนอกลับทำสีให้ใหม่ พร้อมตรวจเช็คสภาพเครื่องฟรี http://morning-news.bectero.com/เรื่องเล่าเช้านี้-ข่าวสังคม/หนุ่มพนง.บริษัทร้องสื่อซื้อรถป้ายแดงมีปัญหาส่งแก้หลายรอบบ.ดังไม่รับเปลี่ยนคืน-2011122332-13-2.html

4
www.almeracar.com/spec-with.html ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจครับหรือว่าลังเลจะหนีไปค่ายอื่นที่ต้องรอรถนาน  อ่านก่อนครับว่าจะคุ้มค่าที่รอคอย

5
ทุก ๆ ปีเมื่อถึงสิ้นปีเราจะประกาศอันดับรถที่ซื้อไปแล้วคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ดี ราคาเปรียบเทียบกับขนาดรถยนต์ เทคโนโลยีความทันสมัย และความสะดวกสะบายในการขับขี่ ซึ่งรวบรวมรถ 10 อันดับแยกขนาดตามขนาดของเครื่องยนต์มีรถอะไรได้รางวัลกันบ้างไปดูกันเลยครับ

รถอีโค่คาร์สุดคุ้ม (Best Eco Car)



เพิ่งเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงก่อนน้ำท่วม และมันน่าสนใจด้วยการนำเสนอเรือนร่างใหญ่ในรถยนต์รุ่นเล็กกับ Nissan Almera อีโค่คาร์ 4 ประตูที่มาพร้อมพี่โดมปกรณ์ลัม ด้วยเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรแต่ตอบสนองความภูมิฐานในแบบเดียวรถคอมแพ็คคาร์ ความจริงน่าจะให้ชื่อเล่นว่า "Teana ย่อส่วน" ก็ดูจะเข้าท่าเช่นกัน

 

รถซิตี้คาร์สุดคุ้ม (Best City Car)

ในปีที่แล้วเราให้รางวัลนี้ โดยไม่ได้แยกประเภทใด แต่ปีนี้ เมื่อตัวเลือกมีมากขึ้น เราก็เลยขอแยกเป็น 2 รางวัล ย่อย ระหว่างรุ่น 4 และ 5 ประตู โดยไม่จำกัดพิกัดของเครื่องยนต์

ซิตี้คาร์ 5 ประตู คุ้มค่า



ในรางวัล ซิตี้คาร์ 5 ประตูคุ้มค่า เรายกให้ค่าย Ford เหมือนเดิม กับ Ford Fiesta ที่ยังคงมีราคาที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีหลากเทคโนโลยี โดยเฉพาะ voice Control นั้นโดดเด่นที่สุดในตลาด เรือนร่างรถก็ดูทันสมัยลงตัวมาก เมื่อบวกเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่ขับได้ดีเยี่ยม เรียกว่าลงตัวทุกด้านกับราคาที่ตั้งมา ถ้ามีโปรโมชั่นโดนๆ คงขายดียิ่งกว่านี้อีก

ซิตี้คาร์ 4 ประตู คุ้มค่า



ด้านรางวัลใหม่ ซิตี้คาร์ 4 ประตูยอดเยี่ยมนั้น ตัดสินไม่ยากเห็นกันเกลื่อนบนถนน และเราขอยกให้ กับ Honda City ไป ด้วยเรือนร่างทันสมัย และกับการปรับแต่งในรุ่นไมเนอร์เชนจ์นั้นก็ยิ่งทำให้รถลงตัวมากยิ่งขึ้นกว่า เดิม ในฟังชั่นประหยัด ที่ถือเป็นบทบาทสำคัญของซิตี้คาร์ 120 แรงม้าขับแล้วก็ประทับใจดี กับสมรรถนะ ถือว่าเป็นรถซิตี้คาร์ 4 ประตูที่ลงตัว

 

รถคอมแพ็คคาร์คุ้มค่า (Best Compact Car)

กลุ่มนี้เรียกว่าตัดสินใจยากสักนิด เพราะเป็นรถที่มีตัวเลือกเยอะมาก จนยากที่จะให้คะแนนแบบฟันธงกันไปเลยว่าใครจะได้รางวัลไป ทว่าเราตัดสินใจกันใน Sanook! Auto จะแยกเป็นพิกัดเครื่องยนต์ ระหว่าง 1.8 และ 2.0 ลิตร ซึ่งน่าจะช่วยให้ง่ายมากยิ่งขึ้น



คอมแพ็คคาร์ 1.8 ลิตรคุ้มค่า

ในปีนี้รถกลุ่มนี้ยังไม่มีการขยับเปลี่ยนแปลงอะไรออกมา และในกลุ่ม 1.8 ลิตรนั้น เมื่อมองภาพรวมแล้ว Chevrolet Cruze ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตลาดกับรุ่น LT ที่ให้อารมณ์ภูมิฐานหรูหราในการขับขี่ มีหลายฟังชั่นที่เราไม่เคยจะเห็นในรถยนต์กลุ่มนี้มาก่อนเช่นระบบ Cruise Control ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ถ้ากำลังมองหาอะไรใหม่จากรถยนต์คอมแพ็คคาร์ในตลาด



คอมแพ็คคาร์ 2.0 ลิตรคุ้มค่า

ในกลุ่มนี้นั้นยากจะตัดสินใจ และท้ายที่สุดนั้น เราต้องตกลงใจให้รถยนต์ 2 รุ่น เข้าวินไปพร้อมๆกัน ที่หนึ่งคือเครื่องยนต์ดีเซล จาก Chevrolet Cruze ที่ทำออกมานำเสนอได้อย่างลงตัวทั้งสมรรถนะและความประหยัด และยังหรูหราอีกด้วย ถือว่าลงตัวสำหรับใครที่ชอบอะไรที่แตกต่าง



แต่ถ้ากำลังมองหารถยนต์เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรในกลุ่ม เบนซิน ปีนี้เฉือนกันไปนิดเดียวกับคู่แข่งสำหรับ Mazda 3 2.0 รุ่นใหม่ที่ออกมาเอาใจตั้งแต่ต้นปี ด้วยการนำเสนอการออกแบบที่สดใหม่ ลงตัวมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ใหม่ ให้ความสปอร์ตเร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น ตอบสนองการขับขี่แบบ Zoom-Zoom

 

ซีดานกลางคุ้มค่า (Best Mid- Size car)



ปีนี้ในกลุ่มซีดานกลางนั้นไม่ได้มีการขยับเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก และเมื่อมองภาพรวมแล้ว Nissan Teana ยังถือว่าเป็นรถที่มีความคุ้มค่าอยู่ ด้วยราคาที่จ่ายไปแต่ได้ความหรู สะดวกสบาย และทันสมัย เช่นเดียวกับความปลอดภัยที่ให้มากกว่าจากรถในระดับเดียวกัน

 

รถกระบะคุ้มค่า (Best Pick up)



ร้อนแรงจริงสำหรับรถยนต์กระบะในปีนี้ ที่ออกโฉมใหม่มากันแทบหมดแผงเลย เหลือเพียงไม่กี่ค่ายที่ไม่ปรับโฉม ซึ่งยอมรับว่าตัดสินใจยากมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็พยักหน้าลงความเห็นว่า New! Ford Ranger ใหม่ นี่แหละ คือ "กระบะสุดคุ้ม"

เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 150 แรงม้า ถือว่าให้สมรรถนะที่ไม่ธรรมดา เมื่อพ่วงกับระบบเกียร์ 6 สปีด ที่เซทมาอย่างลงตัว ยิ่งเมื่อมองการกับเรือนร่างที่ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดีในการทำให้รถมีดี ไซน์ที่ดุดันสวยงาม คลุกเคล้ากับวิศวกรรมที่โดดเด่น และภายในที่ออกแบบมาตอบสนองการใช้งานจริง แม้ราคาอาจจะถูกหลายคนว่ามันสูงไปนิด แต่ก็คุ้มที่จะจ่าย เมื่อได้ลองขับและใช้งานจริง

 

รถอเนกประสงค์คุ้มค่า (Best SUV)



ปีนี้ตลาดรถอเนกประสงค์ก็ระอุไม่แพ้กัน แต่ยังไม่แรงมากนัก นอกจากการส่งรุ่นปรับเล็กของ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ออกมา และ Chevrolet Captiva ก็ชนะใจเราไป เรือนร่างที่สปอร์ตยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้รถมีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนหน้า มีการปรับหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะรุ่นเบนซินที่สามารถรองรับน้ำมันได้ถึง E85 ซึ่งยังไม่มีค่ายไหนทำมาก่อน สมรรถนะการขับขี่นั้นก็ดีเยี่ยมมาก โดยเฉพาะความนิ่มสบายในห้องโดยสาร นั้นลงตัวมากกว่า ที่เราคิดเสียอีก ส่วนจะเลือกอะไรดีระหว่าเบนซินและดีเซลนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณตัดสินใจเอาเอง เพราะดีทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับความชอบ

 

รถคุ้มค่าทางด้านเทคโนโลยี (Best Technology car)



เปิดตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และในปีนี้เราก็ยังคงให้มันคุ้มที่สุดกับเทคโนโลยีชั้นนำที่จะสามารถหาได้ใน Toyota Prius โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ เครื่องยนต์ไฮบริด ถือเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับวงการรถยนต์และในอนาคตก็ยังน่าจะเป็นที่นิยม เรียกว่า ซื้อมาไม่มีคำว่าตกรุ่นกันง่ายๆ ซึ่งเมื่อมองราคาที่ 1,190,000 บาท กับความประหยัดและสมรรถนะที่ไปด้วยกันได้อย่างลงตัว มันก็คงคุ้มที่จะหามาติดบ้านสักคันยามเข้าเมือง

 

รถคุ้มค่าทางด้านความประหยัด (Best Economy Car)

ประหยัดจริงอะไรจริงต้องคันนี้เลยกับ ....Mitsubishi Lancer Ex 1.8 ที่แน่นอนมันคงฟังดูตลก และตำแหน่งนี้ไม่เปลี่ยนไปจากปีที่แล้ว ซึ่งก็ดูจะแหกคอกไปสักเล็กน้อย



ข้อสงสัยว่า Mitsubishi ประหยัดได้ยังไง คำตอบอยู่ที่น้ำมัน E85 ที่สามารถเติมได้ตามต้องการ ถ้าผ่านปั้มบ่อยก็แวะทิ่มเก็บไว้ขับขี่ไม่มีผิดหวังลิตรละไม่ตังค์ ทั้งเรื่องสมรรถนะและราคาที่ต้องจ่าย เชื่อได้เลยว่าคุ้มค่า แถมยังไม่ต้องมาเปลืองหาเงินติดแก๊ส ไม่ต้องรอคิวเติมแก๊ส เครื่องไม่พังในระยะยาว และค่าบำรุงรักษา ก็ไม่ต่างอะไรจากรถทั่วไป

 

รถสุดคุ้มแห่งปี 2011 (Best 2011 Sanook! Auto top pick of the Year)



ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงรางวัลที่สุดของที่สุดในปี 2011 และปีนี้ รางวัลตกเป็นของ..เป็นของ...(ลุ้นหน่อยๆ) Nissan Almera ..อีโค่คาร์ 4 ประตูใหม่ล่าสุด

เราไม่ได้เลือกรถคันนี้เพราะมันซื้อง่าย แต่เราเลือกมันเพราะ Nissan Almera นั้นตอบโจทย์ได้มากกว่าที่คิด ทั้งในด้านตัวรถที่มีมิติตัวถังไล่กับรถขนาดคอมแพ็คคาร์ แถมยังมีออพชั่นมากมาย โดยเฉพาะรุ่นท๊อปมีระบบ Idling Stop เช่นเดียวกับเกียร์ CVT ที่พบได้ในรุ่นใหญ่ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ที่ประหยัด และราคาที่สามารถจับจองได้ในงบไม่เกิน 7 แสนบาท นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เรามองว่ามันคุ้มค่า เมื่อเทียบกับรถทั้งหมดที่มีในตลาด ซึ่้งก็น่าจะเหมาะสมแล้วและขอแสดงความยินดีกับ Nissan  ที่สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้อีกปี

แล้วนี่ก็คือ 10 รถยนต์คุ้มค่าแห่งปี 2011 ที่ปีนี้ Nissan สามารถ ซิวรางวัลไปได้อีกครั้งในตำแหน่งรถยนต์สุดคุ้มแห่งปี ซึ่งเราเองก็อยากจะฝากย้ำถึงผู้อ่านทุกคนครับ ว่า รถคุ้มค่านั้นไม่ได้มองเพียงราคา และแบรนด์ แต่ต้องมองหลายๆองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เราสามารถใช้รถคันนั้นๆ ได้อย่างเต็มความสามารถ..สวัสดี

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook

 ที่มา http://www.rakcar.com/ForumId-772-ViewForum.aspx
 

6
ตอนนี้อากาศที่เชียงใหม่หนาวมากโดยเฉพาะตอนเช้า วันนี้ตะกี้ภรรยาโทรมาถาม(ไปส่งลูกไปโรงเรียน) ว่าทำไมลมแอร์ถึงออกมาอุ่นๆร้อนๆ เป็นแอร์ออโต้ครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันก็บอกให้ปรับอุณหภูมิลงอีกแล้วภรรยาก็บอกว่าเป็นมาหลายวันแล้วตอนเช้าลืมถาม ผมจึงเกิดความสงสัยว่าน้องอัลมี ฮีทเตอร์ หรือเปล่า หรือว่ารถผมผิดปกติ แต่ลูกผมชอบมากบอกว่าอุ่นดี ก็เลยหาข้อมูลดูสรุปว่ามีจริง โอ้!พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก

8
ผมเองอยู่เชียงใหม่จองรถไว้ก่อนเปิดตัวยังไม่ได้esสีขาว ด้วยความอยากได้รถไว้ๆ เลยต้องไม่ออกที่ กทม. สิ่งที่กลัวที่สุดคือ น้องน้ำ ไม่รู้เส้นทางหนีน้ำ แต่ความที่อยากได้ไม่ปราณีใคร ตัดสินใจนั่งเครื่องไม่ลงสุวรรณภูมิ ไปกัน3คนผมภรรยาลูกสาว พอไปถึงก็มีคนมารับไปจ่ายตังค์ ซึ่งอยู่ไม่ไกล เจ้าของศูนย์มาต้อนรับเองบริการดีครับ ตอนแรกกะว่ารับรถแล้วจะกลับเลยลูกสาวอยากไปเที่ยวพัทยา พิพิธภัณฑ์ริบลี่ส์ ตกลงไหนๆก็มาพาน้องเมร่าไม่เที่ยวซะหน่อย ออกจากศูนย์ เติมน้ำมันเติมถัง 1200 บาท ออกประมาณเที่ยง พอลงทางด่วนรถติดมโหฬาร ใช่ความเร็วไม่เกิน 10 ก.ม./ช.ม.ถึงเกีอบ5โมงเย็น ตรงไปพิพิธภัณฑ์ริบลี่ส์ ก่อนเลย เที่ยวก็หาที่พักขากลับทางสดวกออกโทลเวย์ แต่สิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้น น้องน้ำไปเจออยู่ช่วงหนึ่งรถติดมาก น้ำเข้ามาในรถยังไม่รู้ทำไง แล้วเข้ามาหลงในกรุงเทพอีกรถติดมาก ออกจากที่พัก9.00 บ่าย3 ยังไม่ได้ออกจาก กทม. พอออกจาก กทม.ผมใช้ความเร็วช่วงนี้ประมาณ110-140 จะใช้ความเร็วไม่คงที่นานๆ เพราะอยู่ในช่วงรันอิน บางช่วงก็เจอ ตี้ +ออส ขับตามหลบให้แซงก็ไม่แซง สังสัยขับตามดูความสวยของน้องเมร่า 55 ก็ถือโอกาสลองกำลังนิดหน่อย วิ่งกันได้หนีไม่ออกเหมือนกัน
 แวะเติมน้ำมัน ถังแรก วิ่งไปได้ 525 เติมไป 1100 avg 15 กว่าๆ กับสภาพการขับและการจารจรโหดๆๆ เซ็ตค่าavg ใหม่
มาดูถัง 2  ช่วงนี้ขับสบายๆ 100-120 ช่วง 100 ถ้านิ่งๆ 20-22 ก.ม./ลิตร 120 ก็ประมาณ 18-19 คือวัดจากการขับนิ่งๆสักพักถึงจะมาดูมาตรวัด


10
Nissan ฟื้นฟูการผลิตในไทยกลางเดือนพฤศจิกายนอย่างรวดเร็ว            
 Magazine  -  World's News
 เขียนโดย HOMY DEMIO     
 วันพฤหัสบดีที่ 03 พฤศจิกายน 2011 เวลา 16:19 น.

Nissan กลายเป็นค่ายรถญี่ปุ่นที่โดดเด่นมากที่สุดเมื่อประสบกับวิกฤตภัยธรรมชาติในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2011 ด้วยการแสดงศักยภาพกอบกู้ห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ขึ้นมาได้รวดเร็วกว่าที่คิด นั่นคงเป็นเพราะ Nissan เป็นบริษัทรถลูกครึ่งญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส การตัดสินใจขยายทางเดินสายการผลิตชิ้นส่วนนอกประเทศญี่ปุ่นทำได้โดยได้ง่ายกว่าค่ายรถญี่ปุ่น 100% อย่าง Toyota, Honda ที่ไม่กระจายแหล่งการผลิตชิ้นส่วนสำคัญนอกประเทศญี่ปุ่นมากนัก

 

เหตุการณ์ล่าสุด Nissan ประสบวิกฤติน้ำท่วมประเทศไทยตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปทำให้ Nissan และผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายขาดแคลนชิ้นส่วนประกอบรถยนต์อย่างหนัก เพราะนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ทั้ง 7 แห่งถูกน้ำกลืนกินเข้าไปจนทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไม่สามารถผลิตได้ แต่ข่าวล่าสุดก็ทำให้ประหลาดใจได้เล็กน้อย

สำนักข่าว Mainichi ยืนยันจากแหล่งข่าววงในว่า Nissan Motor เตรียมสั่งเดินเครื่องผลิตรถยนต์ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป หลังจากหยุดมายาวนานเกือบ 3 สัปดาห์ ซึ่งก็เป็นข่าวที่ตรงกันกับสำนักข่าว Nikkei รายงาน

วิธีการแก้ปัญหาของ Nissan จะใช้หลักการเดียวกับเหตุการณ์ช่วงมีนาคม 2011 ด้วยการสั่งชิ้นส่วนนอกประเทศไทยมาประกอบแทน ก่อนที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนในไทยสามารถกอบกู้การผลิตหลังน้ำลดได้อีกครั้ง

ส่วนผลกระทบล่าสุดที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปก็คือการเปิดตัวส่งมอบ All New Honda CR-V ก็จำเป็นต้องเลื่อนออกไปอีก 2-3 สัปดาห์  แต่ก็ยังคงยืนยันแผนการเปิดตัวครั้งแรกในงาน LA autoshow 2011 เช่นเคย

 
Author of this article: HOMY DEMIO
http://www.headlightmag.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=3229:nissan-&catid=47:worlds-news&Itemid=55

11
ไม่รู้จะซ้ำกับท่านใดบ้างต้องขออภัยด้วยนะครับ เวปนี้เลยครับ http://www.nissanusa.com/all-new-versa-sedan/ เลือกสีได้ด้วยชอบสีอะไร

หน้า: [1]
SimplePortal 2.3.5 © 2008-2012, SimplePortal