แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - panne rattana

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1
Show Off / รูขุมขนกว้าง จัดการอย่างไร
« เมื่อ: 16เม.ย.2018, 13:29:52 »
รูขุมขนกว้าง คือ ลักษณะรูขุมขนบนใบหน้าที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เกิดจากต่อมผลิตไขมันใต้ผิวหนังขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ หรือโครงสร้างของการเกิดเส้นขนใต้ผิวหนังผิดปกติ

โดยที่ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ รูขุมขนกว้างจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง อักเสบ หรือเป็นก้อนแข็งแต่อย่างใด รูขุมขนกว้างมักเกิดขึ้นบนใบหน้าบริเวณแก้ม หน้าผาก เหนือปาก หูชั้นนอก หรือตามลำตัว เช่น บริเวณแผ่นหลัง ขนาดความกว้างของรูขุมขนมักขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนด้วย โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยมักพบอาการนี้ได้มากในผู้ใหญ่วัยกลางคน รูขุมขนกว้างอาจสัมพันธ์กับการเกิดสิว เนื่องจากรูขุมขนกว้างเกิดจากการขยายขนาดของต่อมผลิตไขมัน เมื่อมีไขมันเพิ่มมากขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะเกิดสิวตามมา

รูขุมขนกว้าง

แม้ว่ารูขุมขนกว้างเป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนผิวหนัง และไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวด แต่ก็อาจสร้างความวิตกกังวลและความไม่มั่นใจแก่ผู้ที่กำลังเผชิญอาการนี้ได้เช่นกัน จึงมีคนมากมายพยายามหาวิธีรักษารับมือปัญหานี้ อย่างไรก็ดี การดูแลจัดการกับรูขุมขนกว้างควรเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเสมอ

สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง

มีแนวคิดที่ว่าการอุดตันของรูขุมขนหรือการติดเชื้อ จะกระตุ้นทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง เนื่องจากมีกระบวนการอักเสบของเนื้อเยื่อที่คล้ายกับการเกิดสิวซีสต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดร่องรอยแผลเป็นบริเวณผิวหนังได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ที่มีรูขุมกว้างมักจะเคยมีประวัติหรือกำลังมีสิวชนิดรุนแรง แต่สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้างยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือเชื้อชาติ เช่น บางกรณีศึกษาพบว่าผู้หญิงชาวบราซิลมีลักษณะรูขุมขนกว้างมากกว่าในผู้หญิงชาวจีน เป็นต้น

รูขุมขนกว้าง รักษาได้หรือไม่ ?

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีทางการแพทย์ที่ใช้รักษารูขุมขนกว้างโดยเฉพาะ เพราะรูขุมขนกว้างไม่สามารถรักษากำจัดให้หายขาดหมดไปได้ แต่ที่ทำได้ คือ ดูแลให้รูขุมขนที่กว้างนั้นดูมีขนาดเล็กลง

การรักษาบริเวณพื้นผิวอย่างการจี้เนื้อเยื่อด้วยไฟฟ้า (Electrodesiccation) การจี้เนื้อเยื่อด้วยสารเคมีหรือความร้อน (Cauterization) การทำให้เนื้อเยื่อติดกัน (Coagulation) การกรอผิวให้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermabrasion) หรือแม้แต่การทำเลเซอร์ผิวหนังด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (Carbon Dioxide Laser Surgery) ก็ส่งผลในเชิงรักษาได้น้อยมาก เนื่องจากรูขุมขนกว้างมักเกิดในชั้นผิวส่วนที่ลึกลงไป

แนวทางรับมือ จัดการรูขุมขนกว้าง

แม้ยังไม่มีการพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าสิวเกี่ยวข้องกับการเกิดรูขุมขนกว้าง แต่ก็มีแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดสิวหรือปัญหาบนใบหน้าและผิวหนังบริเวณต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น การดูแลจัดการและลดโอกาสในการเกิดรูขุมขนกว้าง จึงอาจทำได้โดยการดูแลผิวหน้าและผิวหนังทั่วไป ไม่ให้เผชิญกับความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ปัญหารูขุมขนกว้างต่อไปได้ เช่น

การทำความสะอาดผิวหน้า ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิว หรืออาจมีส่วนผสมของน้ำมัน ประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ล้างหน้าบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้งเสีย การล้างทำความสะอาดผิวหน้าช่วยลดสิ่งสกปรกอุดตันในรูขุมขน และเป็นทางออกหนึ่งที่มีส่วนช่วยไม่ให้รูขุมขนกว้างหรือขยายใหญ่ขึ้นไปอีก แต่ก็เป็นวิธีที่มีผลเพียงชั่วคราว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวตามธรรมชาติของแต่ละบุคคลด้วย คนที่มีผิวหน้ามันย่อมมีแนวโน้มในการเกิดปัญหาผิวหน้าจากการอุดตันของน้ำมันและสิ่งสกปรกมากขึ้น

รูขุมขนกว้าง จัดการอย่างไร คลิ๊กที่นี่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

2
การดูหนังนั้น นอกจากจะทำให้เราได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังมีประโยชนมากว่าที่เราคิด เพราะหนังนั้นสร้างมาจากจินตนาการ ประสบการณ์ และเรื่อจริงที่อาจเคยเกิดขึ้น และถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มเพื่อให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวนั้นๆ

เรามาดูกันดีกว่า ว่าการดูหนังนั้น มีประโยชน์ทางด้านไหนบ้าง

1. เป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดของเพื่อนและคู่รัก

การดูหนังถือเป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่คู่รักและการออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เพราะการไปดูหนังจะสามารถสร้างช่วงเวลาที่เพื่อนฝูงและคู่รักได้ผ่อนคลายและใช้เวลาร่วมกัน ได้พูดคุยกัน และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ดียิ่งขึ้นได้

2. ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ

การดูหนังถือเป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถเรียนรู้การใช้ภาษา วัฒนธรรม และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านการดูหนัง หนังบางเรื่องนั้นสรา้งขึ้นมาจากเรื่องจริง ประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จึงทำให้เราสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการดูหนังได้อีกด้วย

3. สร้างแรงบันดาลใจ

หนังหลายๆ เรื่องทำขึ้นมาเพื่อสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม และมีหลายๆ เรื่องที่สอดแทรกสาระ และข้อคิดดีๆ ซึ่งการดูหนังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การเดินทางท่องเที่ยว เรื่องความรัก และอื่นๆ อีกมากมายที่เราไม่สามารถหาจากที่ไหนได้

4. เป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่สร้างสรรค์

การดูหนังถือเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่สร้างสรรค์ที่คุณสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน การดูหนังไไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หากคุณจัดสรรเวลาได้เป็นอย่างดี และการดูหนังจะเป็นกิจกรรมสุดโปรดที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับการเรียนรู้มากๆ หากคุณใช้เวลาไปกับการดูหนังที่สรเางสรรค์

5 ประโยชน์จากการดูหนังใหม่ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน คลิ๊กที่นี่ https://www.potatotechs.com/ดูหนัง/

3
หนุ่มๆ สาวๆ หลายคนที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือคิดว่าตัวเองอ้วนจนเกินไป พยายามมองหาวิธี หรือ สูตรลดน้ำหนัก ที่ง่ายๆ ใช้เวลาไม่มาก แต่ได้ผลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการบริโภคอาหารในแต่ละมื้อ โดยการนับแคลอรี ที่บางครั้งอาจน้อยเกินพลังงานที่ต้องใช้ในแต่ละวัน หรือการอดอาหารที่มากเกินพอดี การออกกำลังกายอย่างหักโหม การกินอาหารตามเมนูแปลกๆ ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันก็จริงอยู่

วิธีลดน้ำหนัก

แต่รู้หรือไม่ว่า การใช้วิธีลดน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร การควบคุมแคลอรีที่มากจนเกินไปซึ่งไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง ก็ทำให้เกิดผลเสียแก่ร่างกายได้ เพราะร่างกายต้องการอาหารครบ 5 หมู่ หากขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่จะตามมาคือ โรคภัยไข้เจ็บนั่นเอง เนื่องจากร่างกายขาดความสมดุล และไม่สามารถปรับตัวได้ทันทีทันใด

การลดน้ำหนักที่ดีและยั่งยืนจะนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย จึงควรลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือ ประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้น!! จึงจะพอเหมาะพอดีกับการปรับสมดุลภายในร่างกาย เพราะกว่าที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มจนเกินขนาด ไขมันจะสะสมทำให้หน้าท้องเป็นสามชั้นอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ก็ต้องใช้เวลามากพอสมควร จึงไม่แปลกว่า…ถ้าจะลดน้ำหนักหรือกำจัดไขมันส่วนเกินพวกนี้ให้ออกไป ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน

สาวๆ หนุ่มๆ ก็ไม่ควรใจร้อนเร่งรีบหักโหมจนเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายพังได้ง่ายๆ แต่ถ้าใครที่ต้องการลดมากกว่าครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพิ่มมาเป็นหนึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ก็ต้องจำกัดอาหารการกินให้มากขึ้น ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ควรลดจนเร็วเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน

อาหารคลีน

สำหรับการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและได้ผลดีต่อสุขภาพ ก็ต้องมาดูกันที่ต้นเหตุ นั่นก็คือ “การรับประทานอาหาร” แน่นอนว่าคนจำนวนมากที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน เพราะตามใจปากมากจนเกินไป ชอบกินอาหารหวาน อาหารมัน ชอบกินแป้ง หรือบางคนก็กินเข้าไปเยอะมากกว่าร่างกายจะใช้ออกไปได้หมด โดยขาดการออกกำลังกาย จึงไม่พ้นความอ้วนในที่สุด สาเหตุของความอ้วนจึงเกิดจากการกินเสียส่วนใหญ่ หากใครที่ต้องการลดน้ำหนักก็ควรโฟกัสในเรื่องอาหารการกินเป็นอันดับแรก โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกบริโภคอาหารให้ถูกต้อง ถือเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลมากที่สุด แม้จะใช้เวลาบ้างแต่ก็ปลอดภัยหายห่วง

อาหารลดน้ำหนัก สูตรลดน้ำหนักง่ายๆ ภายใน 5 วัน ผอมลงไหมต้องดู! คลิ๊กที่นี่ https://www.parpaikin.com/อาหารลดน้ำหนัก/
 

4
เฟอร์นิเจอร์ชนิดหนึ่งที่เรานิยมเลือกนำไปตกแต่งบ้านก็คือ “เฟอร์นิเจอร์ไม้” โดยเฉพาะไม้แท้ๆ เนื่องจากมีความคงทน อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ

เมื่อนำไปวางไว้ตรงมุมใดของบ้านจะช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่น และทำให้พื้นที่ในบริเวณนั้นดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็ออกแบบรูปลักษณ์ที่มีความทันสมัยเข้ากับการใช้งานในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นหลายคนก่อนจะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ ก็มักมีความกังวลเรื่องการดูแลรักษาให้ความสวยงามของเนื้อไม้อยู่คู่กับบ้านไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เห็นใจคนที่ชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แต่ยังสองจิดสองใจไม่กล้าตัดสินใจซื้อ เพราะเกรงว่าจะดูแลรักษายาก เพราะจริงๆ แล้ว การดูแลเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด ว่าแล้วก็ลองมาดูกันเลยนะคะว่าจะดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ไม้ในบ้านให้สวยทน สวยนานกันได้อย่างไร
เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูชุบน้ำสบู่ผสมน้ำเจือจาง บิดผ้าพอหมาดแล้วเช็ดให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ข้อควรระมัดระวังคืออย่าใช้น้ำมากจนเกินไป หลังเช็ดแล้วต้องรีบผึ่งเฟอร์นิเจอร์ให้แห้งโดยเร็ว แต่หากเป็นเฟอร์นิเจอร์เก่า ให้ใช้เพียงผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด หรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่ หรือบางบ้านอาจเลือกใช้ครีมหรือน้ำยาทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้โดยเฉพาะ แต่ควรเลือกน้ำยาหรือครีมทำความสะอาดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือแอมโมเนีย

หากเนื้อไม้มีรอยเปื้อนลึกอาจใช้กระดาษทรายเนื้อละเอียดค่อยๆ ขัดลบรอยเปื้อน ก่อนจะทาทับด้วยขี้ผึ้งแล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง ส่วนรอยสกปรกจากน้ำ ให้รีบเช็ดน้ำให้แห้ง แล้วใช้ผ้าสะอาดแตะมายองเนสเช็ดถูบริเวณรอยนั้น แต่หากเฟอร์นิเจอร์ไม้มีรอยขีดข่วนให้ใช้ครีมขัดรองเท้าที่มีสีใกล้เคียงกันทาเคลือบลงบนรอยนั้น อย่างไรก็ตามตำแหน่งการตั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้นั้นควรวางให้พ้นแสงแดด เพราะแสงแดดเป็นตัวทำลายสีเนื้อไม้

เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้ออ่อน การทำความสะอาดเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง แต่การดูแลรักษานั้นอาจต้องฉีดยาฆ่าแมลงจำพวกมอด แล้วนำไปตากแดด อีกทั้งยังควรหลีกเลี่ยงวางของชื้นหรือทำให้เฟอร์นิเจอร์โดนน้ำ เพราะจะทำให้เกิดรอยด่าง แต่หากเฟอร์นิเจอร์มีรอยเปื้อนมากให้ทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำส้มสายชูผสมน้ำอุ่น จากนั้นทาทับด้วยขี้ผึ้ง

เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก แม้ในปัจจุบันไม้สักจะหายาก และถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์จากไม้สักมักมีราคาแพง แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมเลือกโต๊ะ เตียง ตู้ไม้สักมาประดับตกแต่งบ้าน เนื่องจากสวยงามและมีความคงทน ดังนั้นวิธีการทำความสะอาดและดูแลรักษาไม้สักจึงต้องใส่ใจรายละเอียดมากยิ่งขึ้น อย่างถ้าไม้สักเลอะคราบน้ำมันหรือหมึกให้ใช้กระดาษซับวางทับคราบนั้นแล้วใช้เตารีดนาบทับจนกว่าคราบนั้นจะหายไป แต่หากมีรอยหรือคราบเป็นจำนวนมาก ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำแล้วนำผ้ามาชุบทำความสะอาด ก่อนจะนำไปตากแดดแล้วขัดเงา

เฟอร์นิเจอร์ไม้ ดูแลอย่างไร ให้ความสวยคงทน คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/เฟอร์นิเจอร์/

5
นกแก้วจัดเป็นสัตว์ที่มีความสวยงามและฉลาดมาก ดังนั้นการเลือกซื้อนกแก้วมาเลี้ยงนั้นไม่ได้แต่เพียงผู้เลี้ยงชอบนกแก้วชนิดใดก็ซื้อมาเลี้ยงเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นสำคัญ ได้แก่

• อายุขัยเฉลี่ยของนกแก้ว เนื่องจากนกแก้วแต่ละชนิดมีอายุขัยเฉลี่ยค่อนข้างแตกต่างกันมาก ยกตัวอย่าง นกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 20 ปีขึ้นไป ถ้าเรามองหาสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงในช่วงเวลาไม่ยาวนาน ควรเลือกเลี้ยงนกแก้วสายพันธุ์ขนาดเล็ก เช่น Budgerigar (กลุ่ม พวกนกหงส์หยก) เนื่องจากนกกลุ่มนี้มี อายุขัย เฉลี่ย ประมาณ 5-10 ปี ส่วน Cockatiel และ Lovebird เป็นนกกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูง อายุขัยเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปี ในขณะที่นกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เช่น African Grey, Cockatoo (นกกระตั้ว) และ Macaw มีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่า 50, 60 และ 75 ปี ตามลำดับ

• อุปนิสัยและลักษณะเฉพาะของนกแก้ว เป็นข้อควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการเลือกซื้อนกแก้วมาเลี้ยง เช่น ผู้เลี้ยงต้องการนกที่ลักษณะสุขุม หรือต้องการนกที่ชอบเป็นมิตรสูงชอบให้สัมผัส หรือต้องการนกที่ฉลาดสามารถพูดได้ ลักษณะเฉพาะเหล่านี้มีความแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ของนกแก้ว ยกตัวอย่าง ถ้าผู้เลี้ยงมองหานกที่เป็นนักพูด ควรพิจารณาเลือกเลี้ยง African Grey, Congo หรือ Timneh เนื่องจากมีการศึกษาพบว่านกสายพันธุ์ดังกล่าวนี้สามารถเรียนรู้คำศัพท์ได้หลายร้อยคำในตลอดช่วงชีวิต อย่างไรก็ตาม สำหรับ African Grey เป็นนกแก้วที่มีพรสวรรค์มากในการพูด แต่มีสีสันที่ไม่สวย ฉูดฉาดเหมือนเช่นนกแก้วสายพันธุ์อื่นๆ

• ขนาดของนกแก้ว โดยปกติมักไม่แนะนำให้ผู้เลี้ยงนกแก้วมือ ใหม่เลี้ยงนกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เนื่องจากลักษณะความกว้างของ ปีกขนาดใหญ่ เวลากระพือปีกจะดูรุนแรง อีกทั้งมีจะงอยปากที่แข็งแรง ขนาดใหญ่ และการเปล่งเสียงร้องดังมากเมื่อเทียบกับนกขนาดปกติ จึงอาจทำให้ผู้เลี้ยงมือใหม่เกิดความรู้สึกกลัวได้ ส่วน Scarlet Macaw เป็นนกที่มีขนาดใหญ่และสีสันสวยงามมาก แต่บางครั้งมีนิสัยก้าวร้าว จึงไม่เหมาะกับผู้เลี้ยงมือใหม่อีกเช่นกัน สำหรับนกแก้วสายพันธุ์ขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมได้แก่ Sun Conure, Lovebird, Budgerigar รวมถึงนกขนาดเล็กที่ไม่ใช่กลุ่มนกแก้ว ตัวอย่างเช่น นกฟินซ์ กลุ่ม นกเหล่านี้มี สีสัน และลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันรวมถึง ความต้องการในการดูแลก็แตกต่างกันตามแต่ลักษณะตามธรรมชาติของแต่ละสายพันธุ์

• การเลี้ยงและดูแล ถ้ากล่าวถึงการเลี้ยงและดูแลนกแก้วนั้น ขนาดของนกไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ในความแตกต่างในเรื่องนี้เลย นกสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เช่น Cockatoo หรือ Macaw ต้องการกรงที่มี ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม นกสายพันธุ์ขนาดเล็ก เช่น Sun Conure หรือ Lovebird ก็ต้องการกรงที่มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน รวมถึงนกชนิดอื่นๆไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องการกรงขนาดใหญ่ที่สามารถบินไปมาได้ นอกจากนี้ยังต้องการกรงและสิ่งแวดล้อมที่มีระบบสุขาภิบาลที่ดี มีการทำความสะอาดเป็นประจำ รวมทั้งตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม สำหรับนกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ต้องการเวลาในการดูแลเอาใจใส่จากผู้เลี้ยงมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งอาจส่งผลไปถึงปัญหาสุขภาพทั่วไปด้วย ส่วนนกสายพันธุ์ขนาดเล็ก เช่น Cockatiel, Canary, Finches และ Parakeet ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาดูแลเอาใจใส่มากเท่านกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เช่น Macaw หรือ Cockatoo อย่างไรก็ตาม นกกลุ่มนกแก้วทั้งหมดต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่านกทั่ว ไป ดังนั้น ถ้าผู้เลี้ยงต้องเดินทางบ่อย หรือเวลาว่างไม่มากนักอาจพิจารณาเลือกเลี้ยงนกฟินซ์ หรือ Canary น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

เลือกซื้อนกแก้ว อย่างไรให้เหมาะกับเรา คลิ๊กที่นี่ https://www.petcitiz.info/นก/

6
คล่องตัวทุกการเดินทาง เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบพิกัด 1.5 ลิตร กลายเป็นขุมพลังใหม่ในตลาดรถยนต์คอมแพ็คคาร์บ้านเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยเทรนด์ตลาดรถยนต์ทั่วโลกมีทิศทางไปในทางการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

บวกกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ส่งผลให้หลายค่ายหันมาใช้ระบบเครื่องยนต์อัดอากาศในการทำตลาด และ Ford Focus รุ่นไมเนอร์เชนจ์ปี 2016 เป็นคอมแพ็คคาร์เครื่องยนต์เทอร์โบอีกหนึ่งรุ่นในตลาดบ้านเรา แน่นอนว่าฟอร์ดต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Honda Civic รุ่นใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Ford Focus ใหม่ ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่แบบบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ คราวนี้ฟอร์ดตัดสินใจทำตลาด New Focus 2017 เพียงรุ่นเดียวคือ 1.5L EcoBoost Sport AT ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ขนาดความกว้างตัวรถอยู่ที่ 1,823 มิลลิเมตร ยาว 4,358 มิลลิเมตร สูง 1,469 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อยาว 2,648 มิลลิเมตร

งานปรับโฉม เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ด้านหน้าที่ออกแบบใหม่เน้นความแข็งแกร่งและสปอร์ตมากขึ้นด้วยชุดกระจังหน้า 6 เหลี่ยมสีดำตัดขอบด้วยโครเมี่ยม โคมไฟหน้าใหม่ ส่องสว่างด้วยหลอดไส้ฮาโลเจน แม้ว่าชาวไทยอยากเห็นโคมลูกแก้วโปรเจ็คเตอร์มากกว่า ทั้งที่ในรุ่นเดิมก็เป็นโปรเจ็คเตอร์ เรื่องแบบนี้ก็ตอบยาก ว่าเป็นเพราะอะไรถึงไม่ให้มา เหตุผลอาจจะเหมือนกับ Chevrolet Corolado รุ่นใหม่ที่ไฟโปรเจ็คเตอร์หายไปเหมือนกัน แต่ที่ไม่ลืม คือไฟเดย์ไทม์สีขาวแบบ LED กันชนหน้าใหม่พร้อมไฟตัดหมอก

ด้านหน้ายังติดตั้งเซ็นเซอร์ถึง 6 จุด เพื่อจับสัญญาณ ในระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อมีสิ่งกีดขว้าง และระบบแจ้งเตือนรอบคัน ล้อแม็ก 15 ก้าน ขนาด 17 นิ้วสีบรอนซ์เทา พร้อมยางติดรถ 215/50R17 ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ตกแต่งแนวขอบกระจกด้านข้างด้วยโครเมี่ยมลากยาวตลอดแนว เส้นสายด้านข้าง ไม่แตกต่างจากเดิมครับ

ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของ Ford Focus 1.5L GDTi EcoBoost ใหม่ ที่เปิดมาพร้อมค่าตัว 1.099 ล้านบาท อาจจะไม่ได้ใหม่แกะกล่องถึงขั้นโมเดลเชนจ์อย่างคู่แข่งจากฮอนด้าก็ตาม แต่มันก็ทำให้โฟกัสใหม่ดูหล่อกระชับแบบ Fit & Firm มากขึ้น ด้วยเส้นสายที่โค้งเว้าซึ่งให้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น ประกอบกับดีไซน์ด้านหน้าที่เปลียนไฟหน้าใหม่ทรงเรียวยาวพร้อมไฟ LED DRL และกระจังหน้าแบบ 2 ชั้นขนาดใหญ่อนุกรมเดียวกับฟอร์ดในยุคปัจจุบัน ที่มองเผินดูคล้ายเฟียสต้ามาก ไฟท้ายออกแบบใหม่ให้ดูสปอร์ตและเพรียวกระชับขึ้น ซึ่งโดยรวมแล้ว โฟกัส ใหม่ ยังดูไม่โดดเด่นสะดุดตามากนัก แถมฟังชั่นต่างๆ ยังดูไม่ล้ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง ซีวิค ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่ยังเป็นใช้แบบฮาโลเจน หรือไฟท้ายที่ยังไม่เป็น LED แต่ในภาพรวมก็ถือว่าสวยงามลงตัวและดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าโฉมที่แล้ว

ภายในห้องโดยสารของ Ford Focus EcoBoost ใหม่ถูกปรับให้ดูสปอร์ตและตอบสนองการใช้งานที่ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซลกลางดีไซน์ใหม่ พร้อมหน้าจอ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว ซึ่งใช้งานง่ายขึ้นกว่ารุ่นเดิม พร้อมอัพเกรดฟังชั่นให้ทันสมัยได้ไม่แพ้คู่แข่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะระบบสั่งการด้วยเสียง SYNC 3 ซึ่งอัพซอฟแวร์ที่ช่วยให้คุณโทรออก เล่นเพลง หรือค้นหาร้านอาหาร แค่พูดสั่งงานด้วยเสียงเท่านั้น และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่าง Siri และ Apple Car Play มาให้ใน โฟกัส ใหม่คันนี้ นอกจากนี้ในส่วนอื่นยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานงานดีไซน์จากรุ่นที่แล้วไว้ครบถ้วน

Ford Focus 1.5L EcoBoost : คล่องตัวทุกการเดินทาง คลิ๊กที่นี่ http://www.checkraka.com/






7
สมัครวันนี้ รับเงินคืนสูงสุด 2% ทุกรอบบัญชี พร้อมรับเอกสิทธิ์จากโรงพยาบาล รามาธิบดี

สมัครบัตรเครดิตไทเทเนียม โรงพยาบาลรามาธิบดี ธนาคารกรุงเทพ วันนี้ อุ่นใจกับเอกสิทธิ์ในการใช้บริการที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้วยบริการเพิ่มวงเงินฉุกเฉินยามเจ็บป่วย* พร้อมรับเงินคืนสูงสุด 2% ทุกรอบบัญชี และมีส่วนร่วมบริจาคสู่สังคม เพราะทุกยอดใช้จ่ายผ่านบัตรของท่าน ธนาคารกรุงเทพจะร่วมบริจาค 0.2% ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
 
สิทธิประโยชน์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี

ท่านจะได้รับสิทธิในการอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเมื่อใช้บริการที่อาคารสมเด็จ พระเทพรัตน์ (Priority Customer Service)

บริการสำรองที่จอดรถ*
บริการให้คำแนะนำ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Ramathibodi Hotline โทร. (66) 0-2201-2000
*หมายเหตุ: ยกเว้นกรณีมีผู้ใช้บริการดังกล่าวเต็มจำนวนแล้วในขณะนั้น บัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ ไทเทเนียม รพ.รามาธิบดี ยิ่งใช้ ยิ่งได้บุญ

คุณสมบัติผู้สมัคร

ผู้สมัครมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และมีรายได้เฉลี่ยขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน โดยรายได้ดังกล่าวนี้ หมายถึงเงินเดือนรวมทั้งรายได้ประจำอื่นๆ สำหรับบัตรเครดิตผู้นำแพลทินัม และบัตรเครดิตแพลทินัม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ธนาคารกรุงเทพ จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 100,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆ ของท่าน เช่นประวัติการชำระเงิน เป็นต้น
 
เอกสารประกอบการสมัคร

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ
สำเนาทะเบียนบ้านหน้าแรกและหน้าที่มีชื่อท่าน (ยกเว้นชาวต่างชาติ)
เอกสารแสดงรายได้ เช่น หลักฐานการจ่ายเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย สำเนาใบยื่นเสียภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.) พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีประจำปีล่าสุด
สำเนาใบแจ้งยอดบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน บัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีฝากประจำของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ ที่ท่านมี
สำเนาใบแจ้งยอดบัตรเครดิตอื่นๆ ย้อนหลัง 3 เดือน (ถ้ามี)
สำหรับเจ้าของกิจการ โปรดแนบสำเนาการจดทะเบียนบริษัท

บัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ ไทเทเนียม รพ.รามาธิบดี ยิ่งใช้ ยิ่งได้บุญ คลิ๊กที่นี่ https://access.amot.in.th/?affiliate=TkRBeE1EZz0

8
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีขนาดเล็กจึงสามารถพกพาได้สะดวกกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป

ซึ่งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมีขนาดใหญ่ไม่สามารถพกพาไปไหนมาได้ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คในสมัยก่อนจะมีราคาที่แพงมาก แต่ปัจจุบันมีราคาที่ถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงทำให้ราคาไม่ได้ต่างจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมากนัก ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมาใช้งานโน๊ตบุ๊คกันมากขึ้น สำหรับใครที่กำลังมองหาหรือต้องการโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง การดู สเปกนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เราได้เครื่องที่ตรงความต้องการใช้งานของเรามากที่สุด ดังนั้นคุณควรศึกษาวิธีการเลือกสเปกโน๊ตบุ๊คเสียก่อน และวันนี้เราก็มีวิธีการดูเปกโน๊คบุ๊คแบบคร่าวๆมาฝากกันค่ะ
วิธีเลือก notebookspec ให้เหมาะกับการใช้งาน

• ขนาดและน้ำหนัก
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คคือ ขนาดและน้ำหนักของเครื่อง ดังนั้นเมื่อคุณมองหาโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง ต้องคิดอยู่เสมอว่ามันเป็นสิ่งที่คุณต้องถือไปที่ไหนมาไหนตลอดเวลา ที่สำคัญควรคำนึงถึงน้ำหนักของอุปกรณ์เสริม เช่น ปลั๊กไฟ แบตเตอรี่สำรอง เข้าไปในใจก่อนการตัดสินใจและเลือกตามความเหมาะสม ซึ่งลักษณะการใช้งานใช่ว่าหน้าจอใหญ่ๆจะดีเสมอไปนะคะ เพราะยิ่งหน้าจอใหญ่เท่าไหร่น้ำหนักจะยิ่งมากเท่านั้น สำหรับหน้าจอที่นิยมกันมากก็จะเป็นขนาด 14 นิ้ว และเล็กลงมาหน่อย 13.3 ถ้าใครชอบหน้าจอใหญ่ๆ ก็ 15.6 นิ้ว ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเลยค่ะ

• หน่วยประมวลผลที่นิยมคือรุ่นนี้ intel
ในส่วนของหน่วยประมวลผลขนาดเล็กที่เคยใช้กันอยู่ในโน๊ตบุ๊คเดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีให้เห็นกันแล้ว เมื่อโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้ CPU ที่เป็น Core i ซะส่วนใหญ่ ความสามารถและประสิทธิภาพความเร็วก็เพิ่มขึ้น การใช้งานหลายๆ แอพพลิเคชั่นพร้อมกันก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ส่งผลกระทบกับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อ คุณควรชั่งน้ำหนักระหว่างระยะเวลาการใช้งานหรือประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น เราลองมาดูกันค่ะว่าหน่วยประมวลผลแบบไหนเหมาะกับคัวคุณ
Core-i3 : เหมาะสำหรับคนทำงานเอกสารทั่วไป ดูหนังฟังเพลง เล่น Internet ได้ชิวๆเลยล่ะค่ะ ( ถ้าจะเล่นเกม ก็พอได้อยู่นะ เช่นพวก Dota)
Core-i5 : เหมาะสำหรับคนเล่นเกม และคนทำงานทั่วไปค่ะ
Core-i7 : เหมาะกับนักวิศวกรรม ออกแบบหรือแม้แต่กระทั่งขาเกมตัวยงเลยล่ะค่ะ
Atom : จะเป็น cpu สำหรับ netbook นะคะ ที่สำคัญกินไฟฟ้าน้อยประหยัดพลังงานได้ดีเลยค่ะ เหมาะสำหรับงานออฟฟิตทั่วไปค่ะ

• หน่วยความจำ (RAM)
RAM คือหน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ มีความสำคัญมากต่อประสิทธิภาพการทำงานและความเร็วในการทำงานโดยรวมของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่รับข้อมูลและชุดคำสั่งของโปรแกรมต่างๆ หน่วยความจำเป็นจุดที่น่าจะเรียกได้ว่าจำกัดจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คเนื่องจากมีช่องใส่ที่น้อย ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คต้องดูให้ดีว่า เครื่องสามารถรองรับหน่วยความจำได้มากที่สุดเท่าใด โดยมากมักจะบอกอยู่ด้านหลังรายละเอียดของหน่วยความจำที่ติดมากับตัวเครื่อง ถ้าเป็นหน่วยความจำ window 7 ขึ้นไป ควรใช้ 4 GB นะคะ แต่ถ้าใครที่ชอบเล่นเกมส์หนักๆ ทำงานออกแบบ ตัดต่อ อาจจะต้องซื้อแรมเพิ่มเป็น 8+ก็ได้ เพราะถ้าเกิดหน่วยความจำไม่พอเครื่องก็จะค้างและช้า ซึ่งnotebook สมัยนี้ส่วนใหญ่แล้วจะให้แรมมา 4 GB อยู่แล้ว ก็น่าจะเพียงพอกับการใช้งานโดยทั่วไปแล้วล่ะค่ะ

วิธีเลือก โน๊ตบุ๊ค ให้เหมาะกับการใช้งาน คลิ๊กที่นี่ https://www.potatotechs.com/โน๊ตบุ๊ค/

9
สูตร ลาบหมูทอด..แซ่บซี้ดดด กรอบนุ่มอร่อยรสแซ่บบบกินเพลิน อาหารไทยอร่อยๆ ทำกินได้ง่ายๆที่บ้าน ยิ่งทานกับผักสด แช่เย็นกรอบๆ นึกแล้วก็ยิ่งฟินเวอร์..เมนูนี้แทบอยากกลับไปหาแม่ที่บ้านเลยล่ะครับ

ว่าแล้วเราไปดูวิธีทำ 🐷 ลาบหมูทอด แซบซี้ด จานนี้กันดีกว่าครับผม
🐷 ส่วนผสม
– หมูสับ
– พริกป่น
– หอมแดง
– ต้นหอม
– น้ำปลา
– น้ำมะนาว
– พริกแห้ง
– ข้าวคั่ว
– น้ำตาล
– ผักชี
– แป้งทอดกรอบ
– ใบมะกรูด

🍳 วิธีทำ
— เริ่มจาก ใส่พริกป่น ข้าวคั่ว น้ำมะนาว น้ำตาลทรายและน้ำปลา ใส่หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีซอย ผักชีฝรั่งซอย แล้วใส่แป้งทอดกรอบ ลงไป คลุกเคล้าเข้าไปให้เข้ากัน จนกระทั่งรู้สึกว่าหมูบดมีความเหนียวเป็นเนื้อเดียวกันกับส่วนผสมต่างๆ
— หมูมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ จากนั้นตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ใช้ไฟกลางค่อนมาทางอ่อนๆนิดดหน่อยพอน้ำมันร้อน เอาหมูลงไปทอด ทอดจนกระทั่งมีสีเหลืองอมน้ำตาลแล้วกลับด้าน ทอดจนกระทั่งสุกทั้งสองด้าน แล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
— จัดใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกแห้งทอด เสิร์ฟพร้อมผักเคียง อร่อยมากๆ

อาหารไทย ลาบหมูทอด อาหารรสจัดถูกปากคนไทย คลิ๊กที่นี่ https://www.parpaikin.com/อาหารไทย/

10
สิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในบ้าน มักเกิดจากการวางสิ่งของไม่เป็นที่ จึงทำให้เดินสะดุด หรือทำให้สิ่งของหล่นใส่จนได้รับบาดเจ็บ เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสิ่งของ จัดวางให้เป็นระเบียบ เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายดังกล่าว

อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา มันไม่เคยเลือกเลยว่าจะเป็นเพศหรือวัยไหน ส่วนมากมักเกิดจากความประมาท ขาดความระมัดระวัง (แม้จะระวังแล้วก็ตามที (-,-“)) และอุบัติเหตุที่จะพูดถึงในวันนี้ ล้วนเป็นจุดที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่อาจละเลยมันไปบ้าง เรามาดูกันดีกว่าว่าจุดไหนภายในบ้านบ้างที่เรามักเสียท่าอยู่เป็นประจำ

1. บันได

หลายๆ บ้านมักจะชอบวางสิ่งของไว้ตรงริมบันได วางไว้ชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้าง ทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางวัน หรือกลางคืน เพราะเมื่อเผลอเดินไปเตะ ชน หรือไปเหยียบสิ่งของที่วางอยู่แล้วสิ่งของเกิดการพลัดตกลงมาใส่ ก็จะทำให้ได้รับบาดเจ็บได้

2. ของมีคม

ไม่ว่าจะเป็นมีดทำครัว หรือเครื่องมือทำสวน ไม่ควรวางรวมกันกับอย่างอื่น เพราะเมื่อเรารื้อของ ค้นหาอุปกรณ์ จะทำให้มือของเราถูกบาดได้ อีกทั้งหากวางของมีคมไว้ไม่ดี เช่น วางไว้บนโต๊ะแล้วพลาดทำหล่นลงใส่เท้าตัวเอง งานนี้คุณต้องเสียเลือดให้กับมันอย่างแน่นอน ทางที่ดีควรเก็บของมีคมให้เป็นสัดส่วน และเป็นระเบียบมากที่สุดจะดีกว่าค่ะ

3. พื้นลื่น

รู้ไหมคะว่าผลิตภัณฑ์น้ำยาที่ช่วยเพิ่มความเงางาม และมันวาวให้กับพื้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ปาร์เก้ หรือหินขัด ก็เสี่ยงลื่นหัวทิ่มหัวตำได้ทั้งนั้น ดังนั้น ก่อนจะใช้น้ำยาเหล่านี้ควรทดสอบในพื้นที่เล็กๆ โดยการเดินเร็ว เดินขณะเท้าเปียก หรือเดินใส่รองเท้าภายในบ้าน เพราะหากคุณไม่ทำการทดสอบก่อน คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพื้นเหล่านั้นอันตรายมากแค่ไหน อีกทั้งบ้านไหนมีผู้สูงอายุยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะคะ

4. วางของเกะกะ

การวางสิ่งของไม่เป็นระเบียบ เกะกะบริเวณทางเดิน ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร แต่มันสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วไฟดับ หรือเกิดเพลิงไหม้ในละแวกบ้านจนทำให้ไฟดับ แน่นอนว่าบ้านคุณต้องมืดมากๆ ทำให้มองไม่เห็นสิ่งของที่วางอยู่บริเวณโดยรอบ ดังนั้น ควรเก็บของให้เป็นระเบียบ เข้าที่เข้าทาง ไม่เช่นนั้นคุณอาจได้รับบาดเจ็บจากการเดินชนกองข้าวของที่วางไม่เรียบร้อยก็เป็นได้

ระวัง! อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นภายในบ้าน คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/บ้าน/

11
นอกจากจะเลี้ยงปลาเพื่อประดับความสวยงามแล้ว หลายคนยังนิยมเลี้ยงเพื่อเสริมความเป็นสิมงคลให้แก่ชีวิต ธุรกิจการงาน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มนักธุรกิจ และพ่อค้าแม่ค้า แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงด้วยเหตุผลประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเลี้ยงด้วยความรัก และดูแลเอาใจใส่เขาให้ดีที่สุด

ปลาเป็นสัตว์ที่มีความสวยงาม โดนเด่นด้วยลวดลายอันแปลกตาตามแต่ละสายพันธุ์ และเป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมเลี้ยงไว้ประดับบ้าน หรือสำนักงาน เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากเราจะเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงามแล้ว เรายังมีความเชื่อด้วยว่าหากเลี้ยงปลาบางสายพันธุ์ก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตของเราอีกด้วย วันนี้ Petcitiz มีเรื่องราวสายพันธุ์ปลาที่เชื่อว่าเสริมสิริมงคลในด้านต่างๆ มาฝากทุกคนค่ะ

1. ปลาเงินปลาทอง

ปลาทอง หรือ ปลาเงินปลาทอง เป็นปลาสายพันธุ์สวยงาม ซึ่งความหมายของการเลี้ยงปลาทอง คือ เชื่อกันว่าหากบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทอง จะเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้าน ธุรกิจทำมาค้าขึ้น เงินทองจะไหลมาเทมา และจะนำความร่มเย็น โชคลาภ อำนาจ บารมี และความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง นอกจากนี้จำนวนของปลาทองที่เลี้ยงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งอันสำคัญเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงจำนวน 8 หรือ 9 ตัว เปรียบคือเลข 8 เป็นเลขมงคลของจีน ซึ่งหมายถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนเลข 9 ก็ถือว่าเป็นเลขที่มีกำลังมากที่สุด และยังเป็นเลขมงคลของไทยอีกด้วย

2. ปลามังกร

ปลามังกร หรือ ปลาอโรวาน่า นับว่าเป็นสุดยอดปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะปลาชนิดนี้มีรูปลักษณ์สวยงาม เกล็ดใหญ่ และมีหนวดคล้าย “มังกร” ซึ่งความเชื่อหนึ่งที่ทำให้ปลามังกรเป็นที่นิยมเลี้ยงก็คือ จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นำพาความโชคดี โชคลาภ และความมั่งคั่งมาสู่ผู้เลี้ยงทำให้ชาวจีน ชาวเอเชีย รวมทั้งคนไทยโดยเฉพาะนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า นิยมเลี้ยงปลามังกรไว้ที่บ้าน และที่ทำงานนั่นเอง

3. ปลาคาร์ฟ

ปลาคาร์ฟเป็นปลาที่มีร่างกายอึด ทน แข็งแรง เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมากเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ และน้ำที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เป็นปลาที่มีความสวยงาม นิยมเลี้ยงสีแดงกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นสีแห่งโชคลาภ ไม่นิยมเลี้ยงในตู้กระจก แต่จะเลี้ยงตามบ่อปลา หรืออ่างที่มีพื้นที่ให้ปลาได้แหวกว่าย และไม่แคบจนเกินไป ทำให้ปลาว่ายน้ำด้วยความร่าเริงอย่างมีความสุข ซึ่งปลาชนิดนี้ก็เป็นปลาที่เสริมสิริมงคลด้วยค่ะ เชื่อว่าส่งเสริมให้ผลกำไรงอกเงยจากการทำธุรกิจ และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ด้วยล่ะค่ะ

4. ปลาหมอสี

อีกหนึ่งปลามงคลก็คือ ปลาหมอสี เป็นปลาที่มีความอดทนสูง ลักษณะจะมีหัวโหนก กลมใหญ่ ถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของปลาสายพันธุ์นี้ โดยเฉพาะบริเวณหัว หมายถึง ความสว่างสดใส รุ่งเรือง อายุยืนยาว ทรัพย์สินมากมาย ส่วนสีที่นิยมเลี้ยงคือ สีแดง เพราะมีความเป็นสิริมงคล และหากสังเกตลวดลายบนตัวปลาหมอสีดีๆ จะเหมือนอักษรจีนคำว่า “ฮวด” ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง หลายคนจึงนิยมเลี้ยงเป็นอย่างมาก ที่สำคัญควรเลี้ยงเพียงตู้ละ 1 ตัว เพราะธรรมชาติของปลาจะชอบหวงอาณาเขต และการเลี้ยงตัวเดียวจะทำให้มีความโดดเด่นเป็นมงคลยิ่งขึ้น

มาเลี้ยง ปลาสวยงาม เสริมสิริมงคลกันเถอะ คลิ๊กที่นี่ https://www.petcitiz.info/ปลาสวยงาม

12
เมื่อลูกมีอาการคันจมูก น้ำมูกไหล ไอ จามบ่อยๆ มักจะมีการตั้งข้อสงสัยให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าลูกเป็นโรคแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้ไรฝุ่น หรือเปล่านะ เอ แล้วระว่าง “แพ้ฝุ่น” กับ “แพ้ไรฝุ่น” เหมือนกันหรือเปล่านะ

“ฝุ่น” กับ “ไรฝุ่น” ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศเหมือนกัน แต่ทั้ง ฝุ่น และ ไรฝุ่น นั้น ไม่เหมือนกันค่ะ

ขี้ฝุ่น หรือฝุ่น ที่อยู่ในบ้านนั้นมีส่วนผสมของเศษต่างๆ สารพัดหลายอย่างผสมอยู่รวมกัน เช่น สะเก็ดผิวหนังจากร่างกายของคน และสัตว์เลี้ยง, เชื้อรา, ดิน, ทราย,เศษซากและตัวของไรฝุ่น , เศษจากเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ที่ผสมรวมกันเป็นกองขี้ฝุ่น

ไรฝุ่น หรือ ตัวไรฝุ่น เป็นสัตว์ประเภท “ไร” ชนิดหนึ่งค่ะ ซึ่ง ไร ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคแพ้อากาศ คือ ตัวไรฝุ่นที่พบอยู่ภายในบ้านค่ะ เราลองมาทำความรู้จักกับเจ้าตัวไรฝุ่นที่แอบอยู่ภายในห้องต่างๆ ของบ้านกันสักหน่อยดีกว่าค่ะว่า คืออะไร

ตัวไรฝุ่น เป็นสัตว์ประเภทแมง ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิไม่สูงนัก มีความชื้นพอเหมาะ ชอบที่มืดๆ สำหรับอาหารของตัวไรฝุ่น คือ เศษผิวหนังของคน และสัตว์ ซึ่งดูจากองค์ประกอบทั้งหมดนี้แล้ว ทำให้ห้องต่างๆ ภายในบ้านมีโอกาสที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของตัวไรฝุ่นแถบทุกห้อง แต่ห้องที่มักจะพบตัวไรฝุ่นมากที่สุด คือ ห้องนอนนั่นเองค่ะ

เนื่องจากสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศมีหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งแพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ และหญ้า แพ้ไรฝุ่น การจะหาสาเหตุที่แน่นอนนั้นต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือการตรวจเลือด

หลังจากที่ทำความรู้จักกับสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศแล้วลองมาดูลักษณะอาการของโรคแพ้อากาศกันค่ะ

 
อาการของโรคแพ้อากาศ

• มีน้ำมูกไหล ลูกมีน้ำมูกใสๆ มากเป็นบางเวลา มีอาการไอแบบมีเสมะใสๆ

• จาม มีอาการจามเวลารู้สึกมีสารอะไรมากระตุ้น โดยมีน้ำมูกใสๆ ออกมาด้วย

• คัดจมูก มีอาการคัดจมูกทั้ง 2 ข้างหรือรู้สึกแน่นๆ จมูก

• มีอาการคันจมูก ลูกคันจมูกจนต้องขยี้จมูกอยู่บ่อยๆ

• ไอ มีอาการคันคอ ระคายคอ ซึ่งเกิดจากมีน้ำมูกไหลลงไปในคอ

• คันตา ขี้ตา มีขี้ตาสีขาวขุ่น


วิธีดูแลเมื่อลูกแพ้ฝุ่น

• หลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ด้วยการจัดห้องนั่งเล่น ห้องนอนให้สะอาดอยู่เสมอ ควรมีเฟอร์นิเจอร์ในห้องต่างให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะห้องนอน เพื่อป้องกันไม่มีฝุ่นจับอยู่ตามเครื่องเรืองต่างๆ

• ในห้องนอนไม่ควรมีพรม เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของฝุ่น ควรทำความสะอาดเป็นประจำ

• ทำควรสะอาดเครื่องนอน ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียงเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นละออง

• ลดฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่อาจลอยอยู่ในอากาศ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้สามาลอยอยู่ในอากาศได้นานการใช้เครื่องฟอกอากาศเข้ามาช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ที่ลอยอยู่ในอากาศลง


วิธีดูแลเมื่อลูกแพ้ไรฝุ่น

• นำผ้าป้องกันไรฝุ่นมาคลุมที่นอน และเครื่องนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่น และเศษต่างๆ จากตัวไรฝุ่นฟุ้งออกมาจากที่นอน ควรนำผ้าป้องกันไรฝุ่น พลาสติก หนัง เป็นต้น มาหุ้มเครื่องนอน และที่นอนก่อนจะใช้ปลอกผ้าธรรมดามาปูทับอีกชั้นหนึ่ง

• หมั่นทำความสะอาดห้องต่างๆ ควรถูพื้นเป็นประจำทุกวัน แต่สำหรับคนที่แพ้ไรฝุ่นไม่ควรกวาดบ้านหรือดูดฝุ่นด้วยตัวเอง หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าปิดจมูก

“แพ้ฝุ่น” กับ “แพ้ไรฝุ่น” เหมือนกันหรือเปล่านะ ? คลิ๊กที่นี่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

13
สวัสดีค่ะวันนี้เราขอมาเขียนปัญหาค้างคาใจมานานแสนนานนนนน ของหลายๆคนเกี่ยวกับเรื่องไรฝุ่นและที่นอนนุ่นกันนะคะ

สืบเนื่องมาจากเรามีร้านที่นอนนุ่นของเรา (ขออนุญาติไม่บอกชื่อร้านนะคะ)
แล้วมีลูกค้าที่สนใจใช้ที่นอนนุ่น หมอนนุ่นสอบถามเข้ามาเยอะมากค่ะว่า
- ที่นอนนุ่นมีไรฝุ่นเยอะมั้ย (ตรงนี้ตอบเลยค่ะว่าถ้านุ่นใหม่แท้ แทบจะไม่มีค่ะ เพราะว่ายังไม่ได้ผ่านกระบวนการใช้งาน)
- ฝุ่นฟุ้งมั้ย
- เป็นภูมิแพ้ใช้ได้มั้ย

เท่าที่ดูจากต้นตอของปัญหาทั้งหมดนี้ ขอแยกตัวปัญหาเป็น 2 ตัวนี้ค่ะ คือฝุ่น และ ไรฝุ่น
(เกริ่นแรกๆอาจจะยาวหน่อยนะคะ เพราะว่าเราอยากให้เข้าใจกับต้นตอก่อนว่ามันมาได้ไง)

ต้องมาเริ่มถามกันก่อนเลยค่ะว่า "ทำไมฝุ่นถึงเยอะ ต้นตอคืออะไร???"
จริงๆแล้วคำตอบมีมากมายมากกว่านี้เยอะค่ะ แต่ที่เราขอโฟกัสจุดหลักๆก่อนเลยก็คือ
- เราเองนี่แหละ ที่เป็นคนนำฝุ่นละอองจากนอกบ้านเข้ามาในบ้านหรือเปล่า? เช่น ในแต่ละวันที่เราเดินทาง เราเจอควันรถมากน้อยแค่ไหน ระหว่างพักเที่ยงออกไปทานข้าว เราเจอควันอะไรบ้าง เป็นต้นค่ะ
- ห้องแต่ละห้องของเราล้วนมีจุดบอดค่ะ หรือจุดที่เราไม่ได้ทำความสะอาด / ละเลย เช่น หลังเตียงนอน บนตู้เสื้อผ้า

เพราะฉะนั้น อาจจะตีความได้ว่า "จุดที่ฝุ่นเยอะที่สุดน่าจะเป็น" มุมอับของห้อง และตามหลังเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

แล้วถามว่า "วิธีจำกัด+ป้องกัน" ทำอย่างไรได้บ้างหละ
- แน่นอนค่ะว่าเราต้องเริ่มจากตัวเราก่อน คือเราต้อง "ขยัน+มีระเบียบวินัย" ในการทำความสะอาดห้องพอสมควร ควรจะเป็นสัก 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือถ้าไม่ค่อยบ่อยก็ 2 ครั้ง/สัปดาห์ค่ะ
- ห้องไม่ควรมีความชื้นนะคะ เพราะว่าเชื้อรา ก็เป็น 1 ในตัวที่ทำให้เราเกิดภูมิแพ้ได้เช่นกันค่ะ เวลาอาบน้ำมาใหม่ๆ ควรเป่าผมให้แห้งก่อนนอนลงบนหมอนนะคะ

ที่นี้เราไปดูกันต่อดีกว่าว่า ทำไมพอมีฝุ่น ไรฝุ่นจึงตามมา

ที่อยู่ของไรฝุ่น - บอกได้เลยว่า "ที่ไหนที่มีคนและสัตว์" ที่นั่นมีไรฝุ่นแน่นอนค่ะ หากที่ที่เราอาศัยอยู่ มีความอุ่น มีอุณหภูมิความชื้นพอเหมาะที่ระดับ 60 % ที่นั่นคือที่อยู่อาศัยของไรฝุ่น ซึ่งเจ้าตัวไรฝุ่น มักอยู่อาศัยใน ที่นอนทุกชนิด เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบเป็นเส้นใยผ้า พวกพรมปูห้อง / พรมปูพื้น ผ้านวมต่างๆ หมอนทุกเส้นใย ตุ๊กตาตามหัวเตียงและจุดต่างๆในห้อง แม้แต่กระทั่งของเล่นที่ทำจากผ้า เรียกง่ายๆและสรุปง่ายๆเลยคือ "ทุกที่" ค่ะ

ซึ่งจากที่ผ่านๆมา ไม่ค่อยมีคนให้ความรู้อย่างจริงๆจังๆว่า "แล้วเราจะกำจัดเจ้าไรฝุ่นพวกนี้ได้อย่างไร"???
เอาหละ วันนี้เราเลยจะขอนำเสนอแบบไม่อมภูมิ ไม่กั๊ก และวิธีก็แสนจะง๊ายยยยยง่ายและประหยัดสุดๆมาบอก

นั่นก็คือ "แสงแดดธรรมชาติ" นี่แหละค่ะ ... ไปดูขั้นตอนกันเลยดีกว่าว่าเราต้องเริ่มจากจุดไหนกันบ้าง

ขั้นที่ 1 ถอดปลอกหมอนออกก่อน ให้เหลือแต่ตัวที่นอน
- เพื่อช่วยให้แสงแดด UV เข้าไปถึงตัวที่นอนค่ะ

ขั้นที่ 2 ยกที่นอนไปตากแดด (ตามภาพเลยค่ะ)
- ปกติแล้ว เจ้าตัวไรฝุ่นไข่จะฝ่อด้วยแสง UV ค่ะ ... ดังนั้นขั้นตอนแรกที่เราแนะนำเลย ยกที่นอนนุ่น ของคุณออกไปตากแดดสักประมาณ 1 ชั่วโมง / ด้าน ... หากใครที่ใช้ที่นอนนุ่นอยู่ อย่าไปคิดว่าที่นอนจะหนักนะคะ เพราะว่าถ้าเป็นนุ่นใหม่ ตัวที่นอนจะเบากว่าที่คิดไว้นิดนึง ผู้หญิงตัวคนเดียวก็ยกได้

ขั้นที่ 3 ดูดฝุ่นออกจากตัวที่นอนนุ่น / ใช้ไม้ตีหรือตบตัวที่นอนนุ่นก็ได้ค่ะ
- ขั้นตอนนี้เราจะแนะนำให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นนะคะ แต่หากใครไม่มีจริงๆก็ใช้ด้ามไม้กวาดเพราะว่าแข็งแรงพอที่จะตีๆเคาะๆที่นอนของเราได้ง่ายๆ ไข่ที่ฝ่อ มูล และตัวไรฝุ่นที่ตายจากแสงแดด จะออกจากที่นอนของเราไปในขั้นตอนนี้แหละค่ะ

ฆ่าไรฝุ่นในที่นอนให้สิ้นซากแบบไม่ปราณีและไร้เยื่อใย คลิ๊กที่นี่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

14
เมื่อลูกมีอาการคันจมูก น้ำมูกไหล ไอ จามบ่อยๆ มักจะมีการตั้งข้อสงสัยให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าลูกเป็นโรคแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้ไรฝุ่น หรือเปล่านะ เอ แล้วระว่าง “แพ้ฝุ่น” กับ “แพ้ไรฝุ่น” เหมือนกันหรือเปล่านะ

“ฝุ่น” กับ “ไรฝุ่น” ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศเหมือนกัน แต่ทั้ง ฝุ่น และ ไรฝุ่น นั้น ไม่เหมือนกันค่ะ

ขี้ฝุ่น หรือฝุ่น ที่อยู่ในบ้านนั้นมีส่วนผสมของเศษต่างๆ สารพัดหลายอย่างผสมอยู่รวมกัน เช่น สะเก็ดผิวหนังจากร่างกายของคน และสัตว์เลี้ยง, เชื้อรา, ดิน, ทราย,เศษซากและตัวของไรฝุ่น , เศษจากเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ที่ผสมรวมกันเป็นกองขี้ฝุ่น

ไรฝุ่น หรือ ตัวไรฝุ่น เป็นสัตว์ประเภท “ไร” ชนิดหนึ่งค่ะ ซึ่ง ไร ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคแพ้อากาศ คือ ตัวไรฝุ่นที่พบอยู่ภายในบ้านค่ะ เราลองมาทำความรู้จักกับเจ้าตัวไรฝุ่นที่แอบอยู่ภายในห้องต่างๆ ของบ้านกันสักหน่อยดีกว่าค่ะว่า คืออะไร

ตัวไรฝุ่น เป็นสัตว์ประเภทแมง ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิไม่สูงนัก มีความชื้นพอเหมาะ ชอบที่มืดๆ สำหรับอาหารของตัวไรฝุ่น คือ เศษผิวหนังของคน และสัตว์ ซึ่งดูจากองค์ประกอบทั้งหมดนี้แล้ว ทำให้ห้องต่างๆ ภายในบ้านมีโอกาสที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของตัวไรฝุ่นแถบทุกห้อง แต่ห้องที่มักจะพบตัวไรฝุ่นมากที่สุด คือ ห้องนอนนั่นเองค่ะ

เนื่องจากสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศมีหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งแพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ และหญ้า แพ้ไรฝุ่น การจะหาสาเหตุที่แน่นอนนั้นต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือการตรวจเลือด

หลังจากที่ทำความรู้จักกับสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคแพ้อากาศแล้วลองมาดูลักษณะอาการของโรคแพ้อากาศกันค่ะ

 
อาการของโรคแพ้อากาศ

• มีน้ำมูกไหล ลูกมีน้ำมูกใสๆ มากเป็นบางเวลา มีอาการไอแบบมีเสมะใสๆ

• จาม มีอาการจามเวลารู้สึกมีสารอะไรมากระตุ้น โดยมีน้ำมูกใสๆ ออกมาด้วย

• คัดจมูก มีอาการคัดจมูกทั้ง 2 ข้างหรือรู้สึกแน่นๆ จมูก

• มีอาการคันจมูก ลูกคันจมูกจนต้องขยี้จมูกอยู่บ่อยๆ

• ไอ มีอาการคันคอ ระคายคอ ซึ่งเกิดจากมีน้ำมูกไหลลงไปในคอ

• คันตา ขี้ตา มีขี้ตาสีขาวขุ่น


วิธีดูแลเมื่อลูกแพ้ฝุ่น

• หลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ด้วยการจัดห้องนั่งเล่น ห้องนอนให้สะอาดอยู่เสมอ ควรมีเฟอร์นิเจอร์ในห้องต่างให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะห้องนอน เพื่อป้องกันไม่มีฝุ่นจับอยู่ตามเครื่องเรืองต่างๆ

• ในห้องนอนไม่ควรมีพรม เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของฝุ่น ควรทำความสะอาดเป็นประจำ

• ทำควรสะอาดเครื่องนอน ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียงเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นละออง

• ลดฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่อาจลอยอยู่ในอากาศ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้สามาลอยอยู่ในอากาศได้นานการใช้เครื่องฟอกอากาศเข้ามาช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ที่ลอยอยู่ในอากาศลง


วิธีดูแลเมื่อลูกแพ้ไรฝุ่น

• นำผ้าป้องกันไรฝุ่นมาคลุมที่นอน และเครื่องนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่น และเศษต่างๆ จากตัวไรฝุ่นฟุ้งออกมาจากที่นอน ควรนำผ้าป้องกันไรฝุ่น พลาสติก หนัง เป็นต้น มาหุ้มเครื่องนอน และที่นอนก่อนจะใช้ปลอกผ้าธรรมดามาปูทับอีกชั้นหนึ่ง

• หมั่นทำความสะอาดห้องต่างๆ ควรถูพื้นเป็นประจำทุกวัน แต่สำหรับคนที่แพ้ไรฝุ่นไม่ควรกวาดบ้านหรือดูดฝุ่นด้วยตัวเอง หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าปิดจมูก

“แพ้ฝุ่น” กับ “แพ้ไรฝุ่น” เหมือนกันหรือเปล่านะ ? คลิ๊กที่นี่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

หน้า: [1] 2 3 ... 6
SimplePortal 2.3.5 © 2008-2012, SimplePortal